Saturday, October 15, 2016
สายสัมพันธ์ทางทหาร‘รัสเซีย-จีน’ก้าวกระโดดไปอีกก้าวใหญ่
จีนกับรัสเซียกำลังจัดการซ้อมรบทางนาวีร่วมกันในทะเลจีนใต้ จากรายละเอียดกิจกรรมที่เปิดเผยออกมา ชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การฝึกตามกิจวัตรปกติ หากแต่เป็นหลักหมายแสดงถึงก้าวกระโดดไปข้างหน้าในสายสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศทั้งสอง
ผ้าที่ปิดคลุมแผนการซ้อมรบทางนาวีร่วมกันระหว่างจีนกับรัสเซียในทะเลจีนใต้ ได้ถูกเปิดออกมาแล้วในที่สุดหลังจากที่เฝ้ารอกันมานานทีเดียว จากสิ่งที่ปักกิ่งเผยให้เห็นในวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน เกี่ยวกับการฝึกซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า “จอยต์ ซี-2016” (Joint Sea-2016) โดยจะใช้เวลาทั้งหมด 8 วันเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 กันยายนคราวนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกว่าเป็นการฝึกตามกิจวัตรปกติได้เลย อย่าได้สำคัญผิดเป็นอันขาด นี่เป็นหลักหมายแสดงถึงการก้าวกระโดดไปข้างหน้าในสายสัมพันธ์ทางทหารระหว่างจีนกับรัสเซีย และก็เป็นการส่งสัญญาณแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องลงรอยกันในทางยุทธศาสตร์อย่างสำคัญ
Wednesday, August 31, 2011
ศตวรรษที่ 21: หรือจะเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย ?
อาจารย์วรศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษากล่าวว่า ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้จีนกำลังผงาดขึ้นมามีอิทธิพลในเวทีโลกในปัจจุบันนั้น ได้แก่การที่จีนได้บทเรียนจากยุคอาณานิคม ซึ่งในช่วงเวลานั้นจีนปฏิเสธไม่ยอมรับความรู้ใหม่ๆ อีกปัจจัยหนึ่งคือนโยบายต่างประเทศของจีน ที่มีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ไม่ให้เพื่อนบ้านเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของจีนด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากการดำเนินโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจีนจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในในประเทศอื่นๆ ทว่าจีนกลับได้ผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในกรณีของอิรัก หรือพม่า
แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน แต่จีนได้ให้คำอธิบายการปกครองตนว่า "เอกภาพและเอกราชย่อมต้องมาก่อนเรื่องของสิทธิมนุษยชน" ในกรณีการดำเนินนโยบายในประเทศแบบที่ไม่ยอมให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในตน
"นอกจากนี้การที่จีนมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของภาษาจีน และในด้านอื่นๆก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกื้อหนุนการขึ้นมามีบทบาทของจีนในเวทีโลก แต่อย่างไรก็ดี ประเทศจีนก็ต้องประสบกับข้อจำกัดด้วยเช่นกัน ทั้งข้อจำกัดในเรื่องจำนวนประชากร ซึ่งจะไปกระทบกับความมั่นคงทางอาหารรวมทั้งปัญหาอื่นๆอีกมาก โจทย์ของจีนคือการทำอย่างไรให้ประชากรที่มีอยู่จำนวนมากนั้นเป็นประชากรที่มีคุณภาพด้วยซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันจีนได้หันมาเน้นในเรื่องของการศึกษาเป็นอย่างมาก"
"ผมคิดว่าเมื่อใดที่จีนมีประชากรที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพด้วยอันนั้นจะน่ากลัว"
นายวรศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้นายวรศักดิ์ยังได้กล่าวถึงการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ของจีนด้วยว่าการที่ในปัจจุบันจีนได้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทว่ายังคงเลือกที่จะให้มีการปกครองแบบรวมศูนย์ ปฏิเสธการเมืองการปกครองแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยนั้นมีข้อควรระวังที่ว่า จากระบอบดังกล่าว หากมีการทุจริตขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นประเทศจีนจะต้องประสบกับปัญหาแน่นอน
ทางด้านนายสุรัตน์ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเดียศึกษาและผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษา กล่าวว่า การจะเป็นประเทศมหาอำนาจนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 4 ประการ ตั้งแต่เรื่องของเทคโนโลยี ความพร้อมทางการทหาร วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดียในตอนนี้นั้น กลับพบว่าภายในประเทศเหล่านี้มีปัญหาภายในประเทศมากมาย แม้ว่าปัจจุบันอินเดียจะมีตัวเลขจีดีพีต่อหัวที่สูง แต่ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้ก็มีอยู่สูงเช่นกัน
"หรือว่าคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องรองลงมาจากเรื่องของตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ?ภายใต้เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ที่เราต้องเร่งเหยียบคันเร่งทางเศรษฐกิจ-ทางทหาร ซึ่งแม้แต่ในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกาเองก็ต้องประสบกับปัญหาเช่นนี้"
"บ้านคนอังกฤษในตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นของธนาคารทั้งนั้น"
สุดท้ายนายสุรัตน์ได้โยนคำถามไปให้ผู้ร่วมเสวนาร่วมกันคิดว่า"จากโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าว
สุดท้ายแล้วมหาอำนาจนั้นคืออะไรกันแน่ การเป็นมหาอำนาจแบบสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันนั้นใช่คำตอบรึเปล่า?"
Thursday, August 18, 2011
รู้จัก 'สีจิ้นผิง' (Xi Jinping 习近平) ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของจีน
เดิมตำแหน่งของสีจิ้นผิง มีแค่รองประธานาธิบดี แต่เมื่อมีคำประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ให้เขาเป็น “รองประธานคณะกรรมการกลางกิจการทหาร” ของพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็เท่ากับยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า เขาคือทายาทตัวจริงของผู้นำคนปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
กองทัพจีนที่เรียกอย่างเป็นทางการ ว่า “กองกำลังปลดแอกแห่งชาติ” มีกำลังทั้งหมด 2 ล้านคน และหากยังเชื่อตามคำขวัญของเหมาเจ๋อตุงที่ว่า “อำนาจการเมืองมาจากปากกระบอกปืน” ก็คงเห็นชัดว่าใครที่กุมปากกระบอกปืน คือ คนกุมอำนาจการเมืองที่แท้จริง
หูจิ่นเทา จะก้าวลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 2012 หรืออีกสองปีข้างหน้า และจะลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดีปีต่อมา คือ 2013
ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการวางตัวผู้นำเบอร์หนึ่งคนใหม่เอาไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ต้องมีการวิ่งเต้นหรือต่อสู้กันภายในพรรคให้เกิดความวุ่นวายอย่างบางประเทศ
เกาหลีเหนือนั้นมาอีกสูตรหนึ่ง...คิมจองอิล ตั้งทายาทการเมืองของตนเหมือนกัน แต่ให้ลูกชายคนเล็กอายุแค่ 27 ปี ขึ้นมาเป็นนายพลสี่ดาวควบคุมกองทัพ และมีตำแหน่งในพรรคระดับสูงอย่างกะทันหัน
ทุกสายตาทั่วโลกจึงต้องจ้องไปที่หนุ่มใหญ่อายุ 57 ปีคนนี้ เพราะเขาจะเป็นผู้กุมชะตากรรม ของการเมืองและการทหารของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลก และเศรษฐกิจที่กำลังจะมาวางไว้ที่อันดับสองของโลก อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
“สีจิ้นผิง” จะเป็นผู้นำรุ่นที่สี่ของจีนใหม่ต่อจากรุ่นเหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่นเทา
ผู้นำจีนรุ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร แต่รุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาแทนที่ในอีกสองปีข้างหน้า มีพื้นภูมิหลากหลาย เช่น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักสังคม นักกฎหมาย และนักประวัติศาสตร์
เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่ไม่เคย “เดินทางไกล” กับเหมา ไม่เกี่ยวโดยตรงกับเหตุการณ์ “จัตุรัสเทียนอันเหมิน” และไม่ติดอยู่กับกับดับแห่งความเป็นคอมมิวนิสต์ในทัศนคติโบราณ
ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ วิธีคิดของ “สีจิ้นผิง” ทางการเมือง...ว่า จะโอนเอียงมาทางปฏิรูปอย่างนายกฯ เวินเจียเป่า หรือจะอนุรักษนิยมอย่างหูจิ่นเทา
อีกทั้งต้องจับตาว่าใครจะมานั่งเก้าอี้อีก 7 ตัว ในทั้งหมด 9 ตัว ของ “กรมการเมือง” ที่เรียกว่า Politburo Standing Committee ที่มีกำหนดจะเกษียณในอีกสองปีข้างหน้าพร้อมๆ กัน
ใครเป็นใครใน Politburo คือ ผู้กำหนดทิศทางสำคัญของประเทศจีนในทุกทาง
นายกฯ เวินเจียเป่า “โยนหินถามทาง” เมื่อเดือนสิงหาคม ด้วยการประกาศว่าประเทศจีนจะต้องก้าวเข้าสู่ยุค “ปฏิรูปการเมือง” หากจะให้การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
คำว่า “ปฏิรูปการเมือง” ย่อมมีความอ่อนไหวในบรรยากาศการเมืองอย่างจีน ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างของคนจีนกว่า 1,300 ล้านคน
เวินเจียเป่า ปีนี้อายุ 68 ปี และกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ในอีกสองปีเช่นกัน
คนที่ถูกวางตัวให้ขึ้นมาแทน คือ รองนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ซึ่งจะนำประเทศเคียงคู่กับ “สีจิ้นผิง”
“สีจิ้นผิง” จบการศึกษามาทางด้านสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซิงหวา และอบรมเข้มข้นมาทางทฤษฎีมาร์กซิสม์กับอุดมการณ์สังคมนิยม อีกทั้งยังได้ปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย
เขาเคยเป็นผู้ว่าการมณฑลฟูเจี้ยน ก่อนจะไปเจ้อเจียง และเติบใหญ่อย่างโดดเด่นเมื่อได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เซี่ยงไฮ้
สีจิ้นผิงกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในเก้าผู้นำสูงสุด ใน Politburo เมื่อสามปีก่อนนี้เอง ก่อนที่จะได้รับเลื่อนขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดี เมื่อปี ค.ศ. 2008
บุคลิกของสีจิ้นผิง ไม่มีสีสันมากนัก ไม่ต่างอะไรกับลูกพี่หูจิ่นเทา ที่มีชื่อเสียงด้าน “น้ำนิ่งไหลลึก”
ส่วนจะลึกแค่ไหน และจะสามารถก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนของประเทศจีน ที่กำลังเล่นบทคึกคักหนักหนาในเวทีโลกได้หรือไม่ อีกไม่นานก็จะพิสูจน์ให้ได้เห็นกัน
ประวัติเพิ่มเติม :
นายสีจิ้นผิง ชาวฮั่น เกิดเมื่อเดือนมิถุนายนปี 1953 เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนมกราคมปี 1974 เริ่มทำงานเมื่อเดือนมกราคมปี 1969 จบจากสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา วิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์ค ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในช่วงทำงานแล้ว และได้จบปริญญาเอกนิติศาสตร์
ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการสำนักเลขาธิการแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองเซี่ยงไฮ้
1969-1975 ไปฝึกงานที่หน่วยการผลิตเหลียงเจียเหอ คอมมูนอันยี่ อำเภอเอื๋อนชวนมณฑลสั่นซี และเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่นั่น
1975-1979 เรียนวิชาสังเคราะห์อย่างมีอินทรีย์พื้นฐานที่คณะอุตสาหกรรมเคมีของมหาวิทยาลัยชิงหวา
1979-1982 เลขานุการสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีน สำนักงานคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของจีน
1982-1983 รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของอำเภอเจิ้งติ้งมณฑลเหอเป่ย
1983-1985 เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของอำเภอเจิ้งติ้งมณฑลเหอเป่ย
1985-1988 กรรมการประจำคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองเซี่ยเหมินมณฑลฝูเจี้ยน รองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมินมณฑลฝูเจี้ยน
1988-1990 เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขตหนิงเต๋อมณฑลฝูเจี้ยน
1990-1993 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคิมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน
1993-1995 กรรมการประจำคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเมืองฝูโจว ผู้อำนวยการคณะกรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน
1995-1996 รองเลขาธิกาคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจว ผู้อำนวยการคณะกรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน
1996-1999 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน รักษาการผู้ว่าราชการมณฑลฝูเจี้ยน
2000-2002 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมณฑลฝูเจี้ยน ผู้ว่าราชการของมณฑลฝูเจี้ยน (1998-2002 ศึกษาวิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์คในสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา และจบปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์)
2002-2002 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง รักษาการผู้ว่าราชการ
2002-2003 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง รักษาการผู้ว่าราชการมณฑลเจ้อเจียง
2003-2007 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนมณฑลเจื๋อเจียง
2007-2007 เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้(จนถึงตุลาคมปี 2007)
2007- ปัจจุบัน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 15 กรรมการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 16 และ 17 กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 17
Tuesday, September 7, 2010
China replaces Japan as second-largest economy.
ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งนำออกเผยแพร่ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นแล้ว ในการเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
จากสถิติตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.2010) เศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในอาการติดๆ ขัดๆ เปรียบเทียบกับของจีนที่ยังคงมีอัตราเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง
ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจของสองประเทศนี้ยังอยู่ในระดับที่ทิ้งห่างกัน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่ามันก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ฐานะของจีนกำลังขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นทุกทีทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก ซึ่งย่อมจะส่งผลสืบเนื่องต่อไปถึงปริมณฑลทางการเมืองด้วย
ตัวเลขที่โตเกียวเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อยังไม่มีการนำเอาปัจจัยทางฤดูกาลมาคำนวณปรับเปลี่ยน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีของจีนในช่วงเดียวกันและในเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความแปลความหมายตัวเลขเหล่านี้ เนื่องจากมันครอบคลุมช่วงเวลาที่สั้นมาก แค่จากเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีอัตราเติบโตชะลอตัวลงจนอยู่ในระดับที่น่าสงสาร เพียง 0.4% เท่านั้นเอง ถ้าหากพิจารณากันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ตัวอย่างเช่นดูกันตลอดครึ่งแรกของปีนี้ ก็จะปรากฏว่าญี่ปุ่นยังคงนำหน้าอยู่
กระนั้นก็ตาม จากการที่อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินหน้าไปด้วยฝีก้าวอันน่าตื่นใจ เหลือเกิน โดยที่ในขณะนี้ประมาณการกันว่าอยู่ในระดับเท่ากับปีละ 10% ดังนั้นจึงไม่มีใครเลยจริงๆ ที่คาดหมายว่าญี่ปุ่นจะสามารถแซงคืนทวงตำแหน่งที่ตนช่วงชิงและครอบครองเอา ไว้ได้อย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อปี 1968 ตอนที่แดนอาทิตย์อุทัยวิ่งเลยหน้าเยอรมันตะวันตก กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
ในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซาโตชิ อะราอิ (Satoshi Arai) ไม่ได้พูดถึงเรื่องการทวงตำแหน่งคืน แต่พยายามที่จะลดทอนความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้มากกว่า
“ใครจะอยู่บนหรือลงล่างนั้นไม่มีความหมายอะไรหรอก มันเพียงแค่เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของแต่ละ ประเทศเท่านั้นเอง การพัฒนาของประเทศเรากำลังติดตามการพัฒนาของจีนและของชาติเอเชียอื่นๆ อย่างใกล้ชิด และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์แห่งการเจริญเติบโตของเราด้วย” อะราอิกล่าว
**อยู่ติดชิดกับมหาอำนาจ**
สำหรับประชาชนคนเดินถนนในญี่ปุ่น พวกเขาดูจะเผชิญหน้าข้อเท็จจริงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ด้วยอาการยอมรับ สภาพ ผลการสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำกันในปีนี้บ่งชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนาหรอกที่ ประเทศของพวกเขาจะต้องมีฐานะเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น นักวิเคราะห์หลายคนยังชี้ว่า การที่ชาติเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของญี่ปุ่นผงาดก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทรง พลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ แดนอาทิตย์อุทัยก็จะได้ประโยชน์หลายอย่างหลายประการไปด้วย เฮเดกิ มัตสึมุระ (Heideki Matsumura) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยญี่ปุ่น (Japan Research Institute) บอกว่า “ในเรื่องดังกล่าวนี้มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางลบ กล่าวคือ เทคโนโลยีของจีนจะกระเตื้องยกระดับขึ้นเรื่อยๆ พวกบริษัทจีนจะสามารถแข่งขันกับบรรดาบริษัทของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางบวกอย่างมากมายทีเดียว ในแง่ที่ว่ายิ่งมีการเจริญเติบโตมากขึ้นในประเทศจีน ก็มีผู้คนมากขึ้นที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น ดังนั้นโดยองค์รวมแล้ว การพัฒนาของเศรษฐกิจจีนคือเรื่องที่ดีสำหรับญี่ปุ่น”
แน่นอนทีเดียวว่าความสำเร็จของจีนยังจะส่งผลกระทบไปในโลกอันกว้างไกล ไม่หยุดแค่เพียงระดับภูมิภาค ทั้งนี้อำนาจทางเศรษฐกิจย่อมนำมาซึ่งอิทธิพลบารมีทางการเมือง
ดังที่ผู้สื่อข่าว เดวิด บาร์โบซา (David Barboza ) เขียนเอาไว้ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลานี้จีนก็เป็นผู้ขับดันความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายสำคัญอยู่แล้ว เขาบอกว่าพวกผู้นำของแดนมังกรกำลังแสดงความมั่นอกมั่นใจมากขึ้นบนเวที ระหว่างประเทศ และเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลอย่างใหญ่โตทั้งในเอเชีย, แอฟริกา, และละตินอเมริกา ด้วยเครื่องมือต่างๆ อย่างเช่น ข้อตกลงการค้าชนิดให้สิทธิพิเศษ และข้อตกลงด้านทรัพยากรมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์
พวกนักเศรษฐศาสตร์ประมาณการกันว่า ถ้าหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้ว จีนก็จะพรักพร้อมแซงหน้าสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ภายในปี 2030 อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่ของง่ายๆ และจีนยังจะต้องเร่งความเร็วกันไปอีกระยะหนึ่งทีเดียว เนื่องจากจีดีพีของสหรัฐฯในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
Monday, September 6, 2010
จีน ติด Top 5 เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศ
Sunday, January 10, 2010
จีนแซงหน้าเยอรมนีเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่สุดของโลก
![]() |
Thursday, December 31, 2009
จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงที่สุดในโลก(แบบไม่เห็นฝุ่น)
จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่จะวิ่งจากตอนกลางประเทศ เมืองอู่ฮั่นไปยังกว่างโจวทางใต้ รวมระยะทาง 1,068 km ด้วยความเร็วเฉลี่ย 350 km/h จากเดิมซึ่งใช้เวลาเดินทางตามปกติ 6 ชั่วโมง จะย่นเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที!
ความเร็วดังกล่าวถือเป็นความเร็วอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างจากคู่แข่งหลาย ช่วงตัว Siemens, Bombardier และ Alstom คือบริษัทที่ร่วมกันออกแบบและสร้างรถไฟระบบนี้ขึ้นมา จากการทดลองวิ่งเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 395 km/h แม้ความเร็วเฉลี่ยตลอดการเดินทางจะเป็น 350 km/h ซึ่งก็ยังเร็วกว่าคู่แข่งอื่นๆมากอาทิ รถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่น 243 km/h, เยอรมันนี 232 km/h, และฝรั่งเศสที่ 277 km/h แบบนี้ต้องเรียกว่าเร็วแบบทิ้งห่าง "ไม่เห็นฝุ่น" ของจริง! เพราะเป็นรถไฟฟ้าไม่มีควัน แม้แต่เครื่องบินเจ็ทก็ยังมีควันจาการสันดาปเลย
รถไฟสายใหม่ของจีนนี้จะเชื่อม 20 เมืองตลอดเส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงภาคกลางของประเทศเข้ากับภูมิภาคที่ยังคงพัฒนาล้าหลังอีกจำนวนมาก
ประเทศจีนยังมีแผนที่จะขยายบริการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงอีกอย่างน้อย 42 สายภายในปี 2012 รัฐบาลจีนหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงขาลงของเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ยังคงพัฒนาช้ากว่าส่วนอื่นๆ โดยใช้งบลงทุนกว่า 3 แสนล้าน USD ส่งผลให้ราคาตั๋วจะแพงกว่าตั๋วรถไฟปกติถึง 5 เท่า และนักเศรษฐศาสตร์ก็ได้แสดงความกังวลว่าโครงการนี้ไม่น่าจะคุ้มทุนได้ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระบบรถไฟขนาดมหึมาของจีนที่ตั้งเป้าขยายทาง รถไฟรวมจากเดิม 86,000 กิโลเมตรไปเป็น 120,000 กิโลเมตร
China Unveils the World’s Fastest High Speed Train
China is speeding towards the future of public transportation with the launch of the fastest high-speed train on the planet! Averaging 217 mph (350 km/h), the new train is faster than a speeding bullet train, and will link Wuhan in central China to Guangzhou in the south, covering a total distance of 663 miles (1,068 km). The new rail service will cut the travel time between the cities from over 6 hours down to 2 hours and 45 minutes. Note to the US: we need one of these!
China’s new rail service travels through 20 cities along its route, connecting central China and less developed regions to the larger and more industrial Pearl River Delhi. Siemens, Bombardier and Alstom worked together to design and build this feat of modern transportation, which topped out at a whopping 245mph (394km/h) during trial runs earlier in December. The average speed will be 217 mph (350 km/h), which is much faster than the other high-speed trains around the world. Japan's high-speed rail runs at an average of 243 km per hour, Germany’s at 232 km per hour, and France’s at 277 km per hour.
China has released a massive rail development porgram, which will expand the high-speed rail service to 42 more high-speed lines by 2012. The government hopes that the rail lines will help spur economic growth, especially in less developed areas. While increased development isn’t quite our taste, we certainly support low carbon transportation like rail service, especially if it goes that fast. Imagine if the US had a high speed train like China’s – a trip from New York City to Chicago would take a little over 3 1/2 hours without all the hassle of flying and airports.




