Monday, September 6, 2010

จีน ติด Top 5 เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศ


กระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงเมื่อวานว่า ปัจจุบันจีนกลายเป็นผู้ลงทุนในต่างประเทศรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจากอันดับ 12 ในปี 2551 เมื่อสองปีก่อน  โดยโดยมียอดลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ หรือ ODI 56,530 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 1.1% จากเมื่อปี 2551 ซึ่งนับเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันแล้วที่ยอด ODI เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจนถึงสิ้นปี 2552 มีบริษัทจีน 13,000 แห่งเข้าไปลงทุนใน 177 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยมีการลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามด้วยยุโรปและแอฟริกา
ขณะที่ในปีที่แล้วประเทศต่างๆทั่วโลกมีปริมาณการลงทุนในต่างแดนรวมกัน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และจีนมีสัดส่วนการลงทุนคิดเป็นเกือบ 5.1% ของทั้งหมด
นอกจากนี้จีนคาดว่าจะมียอดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI โดยตรงเกินกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 90,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว
การเติบโตทั้งในส่วนการลงทุนของจีนในต่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศใน จีน สะท้อนได้ดีถึงอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นและความน่าดึงดูดใน ฐานะแหล่งน่าลงทุน

Wednesday, January 20, 2010

จีนอาจแย่งตำแหน่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลกปี2563


ไพรซ์-วอเตอร์เฮาส์-คู้ปเปอร์ หรือ PWC ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจนเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค ออกรายงานระบุว่า จีนอาจจะแย่งตำแหน่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกไปจากสหรัฐได้ สำเร็จ ภายในปี 2563 อันเป็นการตอกย้ำถึงการเปลี่ยนมืออย่างมโหฬารของการเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจของ โลก จอห์น ฮอว์คเวิร์ธส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มหภาค ระบุในรายงานว่า ในปี 2573 มีแนวโน้มที่อันดับเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไปเป็น จีน ตามด้วยสหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่น บราซิล รัสเซีย เยอรมนี เม็กซิโก ฝรั่งเศสและอังกฤษ ในขณะที่ข้อมูลเมื่อปี 2551 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้จัดลำดับให้สหรัฐเป็นอันดับ 1 ตามด้วย ญี่ปุ่น จีน เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี รัสเซีย สเปนและบราซิล
รายงานระบุด้วยว่า อินเดียอาจจะเติบโตเร็วกว่าจีน หลังปี 2563 ขณะที่ตัวเลข GDP ก็เติบโตตามไปด้วย เนื่องจากมีประชากรที่อายุน้อยกว่า และเพิ่มจำนวนประชากรได้รวดเร็วกว่า ซึ่งตรงข้ามกับจีน นอกจากนี้ อินเดียกับจีนยังแย่งส่วนแบ่ง GDP ของโลก ไปจากสหรัฐและสหภาพยุโรปอีกด้วย โดยสัดส่วนของปี 2553 นี้ ส่วนแบ่ง GDP ของสหรัฐอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์สหภาพยุโรป 21 เปอร์เซ็นต์ , จีน 13 เปอร์เว็นต์ และอินเดีย 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นปี 2573จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผัน จากการที่สหรัฐจะเหลือส่วนแบ่ง GDP แค่ 16 เปอร์เซ็นต์สหภาพยุโรป 15 เปอร์เซ็นต์ , จีน 19 เปอร์เซ็นต์ และอินเดีย 9 เปอร์เซ็นต์

Friday, January 15, 2010

"กูเกิ้ล"แฮปปี้เบิร์ธเดย์"โดราเอม่อน"

หากไม่บอกก็คงไม่มีใครจำได้หรอกว่า วันที่ 3 กันยายน 2112 เป็นวันเกิดของหุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคตที่ทั่วโลกรู้จักกันดี นั่นก็คือ โดราเอม่อน (Doraemon) ซึ่งงานนี้ Google ในญี่ปุ่นก็ไม่พลาดที่จะนำภาพของเจ้าแมวหุ่นยนต์มาทำเป็น Google Doodle (แทนโลโกคลาสสิก) บนโฮมเพจ

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของโดราเอมอนที่เห็น Google Doodle ก็คงจะเดาได้ไม่ยากว่า มันมีของวิเศษอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งในที่นี้ก็จะมี ประตูสารพัดสถานที่,คอปเตอร์ไม้ไผ่ และก็ไฟฉายย่อส่วน แต่ของวิเศษทุกอย่างมาจากกระเป๋ามิติที่สี่ที่อยู่บนหน้าท้องของมัน เชื่อว่า หลายคนที่ได้เห็นโดราเอมอนปรากฎตัวบนหน้าเว็บของ Google ก็จะต้องคิดถึงเจ้าแมวจากโลกอนาคตตัวนี้อย่างแน่นอน

เอา ล่ะ เพื่อให้หายคิดถึงกันเล็กน้อย ก็เลยขอแนะนำแก็ดเจ็ตใหม่ล่าสุดของโดราเอม่อน (doraemon) นั่นก็คือ My Doraemon ซึ่งเป็นหุ่นยนต์เพื่อนเล่นขนาดกะทัดรัด (ตั้งบนโต๊ะทำงาน) ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เล่นได้ด้วยเสียงพูดของมัน โดยผู้เล่นสามารถจับมือ(แทนสวิทช์) บีบหาง เพื่อให้มันพยักหน้า (หรือส่ายหน้า) พูดจาโต้ตอบ ตลอดจนแสดงอารมรณ์ผ่านลูกตาทั้งสองที่ใช้เทคโนโลยี e-Paper ไฮเทคฯไม่เใช่เล่นเลย นอกจากนี้ มันยังมาพร้อมกับอินฟราเรดที่สามารถตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหว และหันหน้ามองตามได้อีกด้วย นอกจากฟังก์ชันเหล่านี้แล้ว My Doraemon ยังเทำหน้าที่ป็นนาฬิกาบอกเวลา และเทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิให้เราทราบได้อีกต่างหาก ช่างสมกับเป็นหุ่่นยนต์แมวแห่งอนาคตจริงๆ เลยนะครับ

คุณผู้อ่านทีสนใจอยากได้ My Doraemon ที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 35 ปีของโดราเอมอน คงต้องทุบกระปุกกันเลยทีเดียว เพราะราคาของมันคือ 31,500 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 12,500 บาทครับ

Sunday, January 10, 2010

จีนแซงหน้าเยอรมนีเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่สุดของโลก

10 มค. 2553 15:35 น.
สถานีโทรทัศน์กับสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานข่าวในวันนี้ว่า จีนได้แซงหน้าเยอรมนีในการเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลกแล้ว หลังจากสินค้าส่งออกของจีนเพิ่มปริมาณมากขึ้นในเดือนธันวาคม เป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และเป็นสัญญานบ่งชี้ใหม่ของการที่จีนกำลังทยานอย่างรวดเร็วขึ้นเป็นมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจของโลก
การส่งออกของจีนในช่วงเดือนสุดท้ายของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 จากหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ทำให้การส่งออกของปีที่แล้วมีมูลค่ารวมทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ( ประมาณ 39 ล้านล้านบาท ) แซงหน้ามูลค่าการส่งออกรวมตลอดปีที่แล้วของเยอรมนี ที่สำนักงานการค้าต่างประเทศของเยอรมนี คือ BGA คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 38 ล้านล้านบาท) แต่แม้จีนจะมีปริมาณการส่งออกในปีที่แล้วแซงหน้าเยอรมนีCCTV ของจีนก็รายงานว่ามูลค่าการส่งออกของจีนเมื่อปีที่แล้วลดลงจากปี 2551 ร้อยละ 13.9
บรรดานักเศรษฐศาสตร์และหอการค้าเยอรมนีเคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศตนมีแนวโน้มว่ากำลังจะเสียตำแหน่งผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลก สถานภาพใหม่ของจีนในเรื่องนี้ มีความสำคัญในด้านสัญญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สท้อนขีดความสามารถของบรรดาผู้ผลิตสินค้าต้นทุนต่ำผู้แข็งแกร่งของจีน ที่ยังสามารถส่งออกสินค้าแม้ในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจนปริมาณการบริโภค สินค้าทั่วโลกตกฮวบ
.

Thursday, December 31, 2009

NASA ไว้ใจใช้อุปกรณ์ของไทยติดตั้งไปกับจรวดสำรวจอวกาศ

เป็นเรื่องน่าภูมิใจกับชาวไทยอีกเรื่องครับ เมื่อทาง NASA ได้ทำการจัดซื้อ SATAIP จากบริษัทดีไซน์ เกตเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นกับไทยเรานี่เอง เพื่อติดตั้งไปกับจรวดสำรวจอวกาศ โดยหลายๆ คนอาจจะคุ้นชื่อบริษัทนี้มาบ้างจากผลงาน Bt-BOX MINI

SATA

บริษัท ดีไซน์ เกทเวย์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือข่ายสมาชิกของสมาคมสมองกลฝังตัวไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงบนชิ ป FPGA ได้พัฒนา SATAIP สำหรับเขียนอ่านข้อมูลกับฮาร์ดดิสก์ หรือ SSD (Sold State Drive) ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 280 MB/s สำหรับการอ่าน และ 220 MB/s สำหรับการเขียนต่อ 1 ตัว จนได้รับความไว้วางใจจากองค์การนาซา (NASA) เพื่อนำไปใช้เป็นตัวควบคุมหลักสำหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ลงบน SSD ซึ่งติดตั้งในจรวดสำรวจอวกาศขององค์การนาซา ซึ่งเป็นเพียงบริษัทหนึ่งจากประเทศไทย ที่สามารถพัฒนาระบบประมวลผลที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้สำเร็จ และสามารถแข่งขันได้บนเวทีระดับโลก

นอกจากองค์การนาซาแล้ว ทางบริษัทยังมีบริษัทในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ได้สั่งซื้อเพื่อไปใช้ในระบบประมวลผลข้อมูลความเร็วสูงต่างๆ เป็นต้น

SATAIP ได้ถูกออกแบบให้สามารถรับส่งข้อมูลกับอุปกรณ์อื่น ๆ ผ่าน SATA Protocol ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อกับฮาร์ดดิสก์ SSD หรือจะติดต่อกับพีซีทั่วไปก็ได้ โดยใช้ SATAIP ตัวเดียวกัน และบนชิป FPGA 1 ตัวนี้สามารถติดตั้ง SATAIP พร้อมกันได้สูงสุดถึง 8 ตัว ซึ่งด้วยความสามารถนี้จะทำให้ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้มีสมรรถนะในการเขียนอ่านข้อมูลได้สูงกว่า 1.76 GB/s (220 MB/s x 8) จึงเหมาะกับระบบที่ต้องการเก็บข้อมูลภาพขนาดใหญ่ ข้อมูลวีดีโอที่มีความละเอียดสูงมาก หรือระบบการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงได้

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงที่สุดในโลก(แบบไม่เห็นฝุ่น)

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่จะวิ่งจากตอนกลางประเทศ เมืองอู่ฮั่นไปยังกว่างโจวทางใต้ รวมระยะทาง 1,068 km ด้วยความเร็วเฉลี่ย 350 km/h จากเดิมซึ่งใช้เวลาเดินทางตามปกติ 6 ชั่วโมง จะย่นเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที!

ความเร็วดังกล่าวถือเป็นความเร็วอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างจากคู่แข่งหลาย ช่วงตัว Siemens, Bombardier และ Alstom คือบริษัทที่ร่วมกันออกแบบและสร้างรถไฟระบบนี้ขึ้นมา จากการทดลองวิ่งเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 395 km/h แม้ความเร็วเฉลี่ยตลอดการเดินทางจะเป็น 350 km/h ซึ่งก็ยังเร็วกว่าคู่แข่งอื่นๆมากอาทิ รถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่น 243 km/h, เยอรมันนี 232 km/h, และฝรั่งเศสที่ 277 km/h แบบนี้ต้องเรียกว่าเร็วแบบทิ้งห่าง "ไม่เห็นฝุ่น" ของจริง! เพราะเป็นรถไฟฟ้าไม่มีควัน แม้แต่เครื่องบินเจ็ทก็ยังมีควันจาการสันดาปเลย

รถไฟสายใหม่ของจีนนี้จะเชื่อม 20 เมืองตลอดเส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงภาคกลางของประเทศเข้ากับภูมิภาคที่ยังคงพัฒนาล้าหลังอีกจำนวนมาก

ประเทศจีนยังมีแผนที่จะขยายบริการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงอีกอย่างน้อย 42 สายภายในปี 2012 รัฐบาลจีนหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงขาลงของเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ยังคงพัฒนาช้ากว่าส่วนอื่นๆ โดยใช้งบลงทุนกว่า 3 แสนล้าน USD ส่งผลให้ราคาตั๋วจะแพงกว่าตั๋วรถไฟปกติถึง 5 เท่า และนักเศรษฐศาสตร์ก็ได้แสดงความกังวลว่าโครงการนี้ไม่น่าจะคุ้มทุนได้ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระบบรถไฟขนาดมหึมาของจีนที่ตั้งเป้าขยายทาง รถไฟรวมจากเดิม 86,000 กิโลเมตรไปเป็น 120,000 กิโลเมตร

China Unveils the World’s Fastest High Speed Train

China is speeding towards the future of public transportation with the launch of the fastest high-speed train on the planet! Averaging 217 mph (350 km/h), the new train is faster than a speeding bullet train, and will link Wuhan in central China to Guangzhou in the south, covering a total distance of 663 miles (1,068 km). The new rail service will cut the travel time between the cities from over 6 hours down to 2 hours and 45 minutes. Note to the US: we need one of these!

China’s new rail service travels through 20 cities along its route, connecting central China and less developed regions to the larger and more industrial Pearl River Delhi. Siemens, Bombardier and Alstom worked together to design and build this feat of modern transportation, which topped out at a whopping 245mph (394km/h) during trial runs earlier in December. The average speed will be 217 mph (350 km/h), which is much faster than the other high-speed trains around the world. Japan's high-speed rail runs at an average of 243 km per hour, Germany’s at 232 km per hour, and France’s at 277 km per hour.

China has released a massive rail development porgram, which will expand the high-speed rail service to 42 more high-speed lines by 2012. The government hopes that the rail lines will help spur economic growth, especially in less developed areas. While increased development isn’t quite our taste, we certainly support low carbon transportation like rail service, especially if it goes that fast. Imagine if the US had a high speed train like China’s – a trip from New York City to Chicago would take a little over 3 1/2 hours without all the hassle of flying and airports.

Thursday, November 26, 2009

ไทยเป็นประเทศที่เป็นมิตรที่สุดสำหรับผู้อาศัยอยู่นอกปท.

26 พย. 2552 15:54 น.

ผลสำรวจชาวต่างชาติมากกว่า 3100 คน ที่อาศัยอยู่ใน 26 ประเทศ ที่มีชื่อว่า "ผลสำรวจชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ปี 2009 "( HSBC Expat Explorer Survey 2009 )ที่นำออกเผยแพร่ในวันนี้ระบุว่า ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศ จะพบรักและมิตรภาพในเอเชียได้ง่ายกว่าในที่ส่วนอื่นๆของโลก เพราะประเทศในเอเชียติดอันดับ 5 อันดับแรกของประเทศที่ชาวต่างชาติจะอาศัยอยู่ได้อย่างฉันท์มิตร
ผลสำรวจโดยธนาคารยักษ์ใหญ่ HSBC. ระบุว่า ไทยมาเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาคือเวียดนาม ฮ่องกง มาเลเซียและบรูไน ขณะที่ประเทศที่ไม่เป็นมิตรที่สุดสำหรับชาวต่างชาติที่จะไปอาศัยอยู่คือเบล เยี่ยม รองลงมาคือ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และญี่ปุ่น
รายงานยังระบุด้วยว่าเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์แบบจริงจัง หนึ่งในห้าของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศพบรักกับชาวต่างชาติ ซึ่งชาวต่างชาติในไทยมีโอกาสมากกว่าทุกประเทศทั่วโลกที่จะพบรัก เกือบครึ่งของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศพบหุ้นส่วนชีวิตที่ไทย อันดับสองและสามคือ เยอรมนีกับบราซิล ขณะที่ประเทศที่ชาวต่างชาติพบรักน้อยที่สุดคืออินเดียกับกาตาร์