“สีจิ้นผิง” (Xi Jinping 习近平) เป็นรองประธานาธิบดีในปัจจุบันและถูกคาดหวังว่าจะมาแทนประธานาธิบดี “หูจิ่นเทา” วันนี้
เดิมตำแหน่งของสีจิ้นผิง มีแค่รองประธานาธิบดี แต่เมื่อมีคำประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ให้เขาเป็น “รองประธานคณะกรรมการกลางกิจการทหาร” ของพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็เท่ากับยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า เขาคือทายาทตัวจริงของผู้นำคนปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
กองทัพจีนที่เรียกอย่างเป็นทางการ ว่า “กองกำลังปลดแอกแห่งชาติ” มีกำลังทั้งหมด 2 ล้านคน และหากยังเชื่อตามคำขวัญของเหมาเจ๋อตุงที่ว่า “อำนาจการเมืองมาจากปากกระบอกปืน” ก็คงเห็นชัดว่าใครที่กุมปากกระบอกปืน คือ คนกุมอำนาจการเมืองที่แท้จริง
หูจิ่นเทา จะก้าวลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 2012 หรืออีกสองปีข้างหน้า และจะลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดีปีต่อมา คือ 2013
ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการวางตัวผู้นำเบอร์หนึ่งคนใหม่เอาไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ต้องมีการวิ่งเต้นหรือต่อสู้กันภายในพรรคให้เกิดความวุ่นวายอย่างบางประเทศ
เกาหลีเหนือนั้นมาอีกสูตรหนึ่ง...คิมจองอิล ตั้งทายาทการเมืองของตนเหมือนกัน แต่ให้ลูกชายคนเล็กอายุแค่ 27 ปี ขึ้นมาเป็นนายพลสี่ดาวควบคุมกองทัพ และมีตำแหน่งในพรรคระดับสูงอย่างกะทันหัน
ทุกสายตาทั่วโลกจึงต้องจ้องไปที่หนุ่มใหญ่อายุ 57 ปีคนนี้ เพราะเขาจะเป็นผู้กุมชะตากรรม ของการเมืองและการทหารของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลก และเศรษฐกิจที่กำลังจะมาวางไว้ที่อันดับสองของโลก อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
“สีจิ้นผิง” จะเป็นผู้นำรุ่นที่สี่ของจีนใหม่ต่อจากรุ่นเหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่นเทา
ผู้นำจีนรุ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร แต่รุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาแทนที่ในอีกสองปีข้างหน้า มีพื้นภูมิหลากหลาย เช่น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักสังคม นักกฎหมาย และนักประวัติศาสตร์
เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่ไม่เคย “เดินทางไกล” กับเหมา ไม่เกี่ยวโดยตรงกับเหตุการณ์ “จัตุรัสเทียนอันเหมิน” และไม่ติดอยู่กับกับดับแห่งความเป็นคอมมิวนิสต์ในทัศนคติโบราณ
ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ วิธีคิดของ “สีจิ้นผิง” ทางการเมือง...ว่า จะโอนเอียงมาทางปฏิรูปอย่างนายกฯ เวินเจียเป่า หรือจะอนุรักษนิยมอย่างหูจิ่นเทา
อีกทั้งต้องจับตาว่าใครจะมานั่งเก้าอี้อีก 7 ตัว ในทั้งหมด 9 ตัว ของ “กรมการเมือง” ที่เรียกว่า Politburo Standing Committee ที่มีกำหนดจะเกษียณในอีกสองปีข้างหน้าพร้อมๆ กัน
ใครเป็นใครใน Politburo คือ ผู้กำหนดทิศทางสำคัญของประเทศจีนในทุกทาง
นายกฯ เวินเจียเป่า “โยนหินถามทาง” เมื่อเดือนสิงหาคม ด้วยการประกาศว่าประเทศจีนจะต้องก้าวเข้าสู่ยุค “ปฏิรูปการเมือง” หากจะให้การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
คำว่า “ปฏิรูปการเมือง” ย่อมมีความอ่อนไหวในบรรยากาศการเมืองอย่างจีน ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างของคนจีนกว่า 1,300 ล้านคน
เวินเจียเป่า ปีนี้อายุ 68 ปี และกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ในอีกสองปีเช่นกัน
คนที่ถูกวางตัวให้ขึ้นมาแทน คือ รองนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ซึ่งจะนำประเทศเคียงคู่กับ “สีจิ้นผิง”
“สีจิ้นผิง” จบการศึกษามาทางด้านสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซิงหวา และอบรมเข้มข้นมาทางทฤษฎีมาร์กซิสม์กับอุดมการณ์สังคมนิยม อีกทั้งยังได้ปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย
เขาเคยเป็นผู้ว่าการมณฑลฟูเจี้ยน ก่อนจะไปเจ้อเจียง และเติบใหญ่อย่างโดดเด่นเมื่อได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เซี่ยงไฮ้
สีจิ้นผิงกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในเก้าผู้นำสูงสุด ใน Politburo เมื่อสามปีก่อนนี้เอง ก่อนที่จะได้รับเลื่อนขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดี เมื่อปี ค.ศ. 2008
บุคลิกของสีจิ้นผิง ไม่มีสีสันมากนัก ไม่ต่างอะไรกับลูกพี่หูจิ่นเทา ที่มีชื่อเสียงด้าน “น้ำนิ่งไหลลึก”
ส่วนจะลึกแค่ไหน และจะสามารถก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนของประเทศจีน ที่กำลังเล่นบทคึกคักหนักหนาในเวทีโลกได้หรือไม่ อีกไม่นานก็จะพิสูจน์ให้ได้เห็นกัน
ประวัติเพิ่มเติม :
นายสีจิ้นผิง ชาวฮั่น เกิดเมื่อเดือนมิถุนายนปี 1953 เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนมกราคมปี 1974 เริ่มทำงานเมื่อเดือนมกราคมปี 1969 จบจากสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา วิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์ค ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในช่วงทำงานแล้ว และได้จบปริญญาเอกนิติศาสตร์
ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการสำนักเลขาธิการแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองเซี่ยงไฮ้
1969-1975 ไปฝึกงานที่หน่วยการผลิตเหลียงเจียเหอ คอมมูนอันยี่ อำเภอเอื๋อนชวนมณฑลสั่นซี และเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่นั่น
1975-1979 เรียนวิชาสังเคราะห์อย่างมีอินทรีย์พื้นฐานที่คณะอุตสาหกรรมเคมีของมหาวิทยาลัยชิงหวา
1979-1982 เลขานุการสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีน สำนักงานคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของจีน
1982-1983 รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของอำเภอเจิ้งติ้งมณฑลเหอเป่ย
1983-1985 เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของอำเภอเจิ้งติ้งมณฑลเหอเป่ย
1985-1988 กรรมการประจำคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองเซี่ยเหมินมณฑลฝูเจี้ยน รองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมินมณฑลฝูเจี้ยน
1988-1990 เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขตหนิงเต๋อมณฑลฝูเจี้ยน
1990-1993 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคิมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน
1993-1995 กรรมการประจำคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเมืองฝูโจว ผู้อำนวยการคณะกรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน
1995-1996 รองเลขาธิกาคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจว ผู้อำนวยการคณะกรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน
1996-1999 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน รักษาการผู้ว่าราชการมณฑลฝูเจี้ยน
2000-2002 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมณฑลฝูเจี้ยน ผู้ว่าราชการของมณฑลฝูเจี้ยน (1998-2002 ศึกษาวิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์คในสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา และจบปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์)
2002-2002 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง รักษาการผู้ว่าราชการ
2002-2003 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง รักษาการผู้ว่าราชการมณฑลเจ้อเจียง
2003-2007 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนมณฑลเจื๋อเจียง
2007-2007 เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้(จนถึงตุลาคมปี 2007)
2007- ปัจจุบัน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 15 กรรมการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 16 และ 17 กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 17
Thursday, August 18, 2011
Thursday, September 30, 2010
ฟอร์บ(Forbes)ระบุ อินเดียมีอภิมหาเศรษฐี (India's Richest) 69คนแล้วเพิ่ม17คนใน1ปี
นิตยสารฟอร์บระบุการจัดอันดับคนรวยรายการใหม่ ที่มีการเปิดเผยในวันนี้ ระบุว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของอินเดีย ได้ทำให้เกิดอภิมหาเศรษฐีเกิดใหม่ 17 คนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้อินเดียมีอภิมหาเศรษฐีมากเป็นประวัติการณ์คือ 69 คนแล้ว
Wednesday, September 29, 2010
สรรเสริญ ตำรวจจีน จับไม่ไว้หน้า ยก-ปรับรถพวกเดียวกันจอดผิดกฎ
จราจร เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนไม่ไว้หน้าพวกเดียวกัน สั่งยกรถตำรวจจอดไม่เป็นที่เป็นทาง แถมเปรียบเทียบปรับอีก 100 หยวน ชาวเน็ต-สื่อจีนสรรเสริญ ชี้อย่างนี้ถึงเรียกว่าบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม
วานนี้ (27 ก.ย.) สื่อหลายแขนงของประเทศจีนได้รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีชาวอินเทอร์เน็ตผู้หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “หนิววา” ได้ถ่ายและโพสต์ภาพรถยกของตำรวจกำลังเคลื่อนย้ายรถตำรวจทะเบียน “เอ้อ K0571 จิ่ง” (ตัวอักษร “เอ้อ” บ่งบอกถึงการเป็นรถในทะเบียนมณฑลหูเป่ย และ ตัวอักษร “จิ่ง” แสดงความเป็นรถในราชการตำรวจของจีน) ออกจากบริเวณอู๋กว่างเหมินโข่วในเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย
เมื่อภาพดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นบนเว็บไซต์ในประเทศจีน ก็มีผู้ชมและผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย โดยมีบางส่วนตั้งคำถามว่า การยกรถตำรวจดังกล่าวอาจไม่ใช่เพราะรถตำรวจทำผิดกฎจราจร หรือ จอดรถผิดที่ แต่รถตำรวจอาจจะเสีย จึงต้องเรียกรถยกของพวกเดียวกันมาช่วยกันเคลื่อนย้ายไปซ่อมแซม
ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ เย็นอู่ฮั่นจึงนำภาพดังกล่าวไปสอบถามกับ กองบังคับการตำรวจจราจรเจียงฮั่นซึ่งดูแลพื้นที่การจราจรในเขตอู๋กว่างเหมิ นโข่วในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งก็ได้คำตอบว่า รถตำรวจทะเบียน “เอ้อ K0571 จิ่ง” ในภาพฯ จอดรถผิดกฎจริง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 24 ก.ย.
ตำรวจราจรเมืองอู่ฮั่นระบุว่า ในวันนั้นเพื่อทำให้การจราจรบริเวณนั้นคล่องตัวขึ้น ตำรวจจราจรจึงได้เคลื่อนย้ายรถหลายคันออกจากพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงรถตำรวจคันดังกล่าวด้วย โดยได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับรถตำรวจดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 100 หยวน (ราว 500 บาท)
กระทั่งวานนี้ภาพดังกล่าวที่ถูกโพสต์ขึ้นบนอินเทอร์เน็ตในประเทศจีน มีผู้เข้าชมมากกว่า 4 หมื่นครั้ง และมีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นมากกว่า 300 คน โดยเกือบทั้งหมดเมื่อได้ทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันของ ตำรวจจราจรเมืองอู่ฮั่น ก็แสดงความพอใจเป็นอย่างมาก
เมื่อภาพดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นบนเว็บไซต์ในประเทศจีน ก็มีผู้ชมและผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย โดยมีบางส่วนตั้งคำถามว่า การยกรถตำรวจดังกล่าวอาจไม่ใช่เพราะรถตำรวจทำผิดกฎจราจร หรือ จอดรถผิดที่ แต่รถตำรวจอาจจะเสีย จึงต้องเรียกรถยกของพวกเดียวกันมาช่วยกันเคลื่อนย้ายไปซ่อมแซม
ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ เย็นอู่ฮั่นจึงนำภาพดังกล่าวไปสอบถามกับ กองบังคับการตำรวจจราจรเจียงฮั่นซึ่งดูแลพื้นที่การจราจรในเขตอู๋กว่างเหมิ นโข่วในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งก็ได้คำตอบว่า รถตำรวจทะเบียน “เอ้อ K0571 จิ่ง” ในภาพฯ จอดรถผิดกฎจริง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 24 ก.ย.
ตำรวจราจรเมืองอู่ฮั่นระบุว่า ในวันนั้นเพื่อทำให้การจราจรบริเวณนั้นคล่องตัวขึ้น ตำรวจจราจรจึงได้เคลื่อนย้ายรถหลายคันออกจากพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงรถตำรวจคันดังกล่าวด้วย โดยได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับรถตำรวจดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 100 หยวน (ราว 500 บาท)
กระทั่งวานนี้ภาพดังกล่าวที่ถูกโพสต์ขึ้นบนอินเทอร์เน็ตในประเทศจีน มีผู้เข้าชมมากกว่า 4 หมื่นครั้ง และมีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นมากกว่า 300 คน โดยเกือบทั้งหมดเมื่อได้ทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันของ ตำรวจจราจรเมืองอู่ฮั่น ก็แสดงความพอใจเป็นอย่างมาก
Tuesday, September 7, 2010
China replaces Japan as second-largest economy.
การที่จีนมีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอัน รวดเร็วอย่างต่อเนื่องยาวนาน ช่วยให้แดนมังกรสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในสภาพสะดุดติดขัด ขึ้นมาเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกได้ สำเร็จ สำหรับเป้าหมายต่อไปก็คือสหรัฐฯ โดยที่คาดหมายกันว่าจีนอาจจะไล่ทันและชิงขึ้นหน้าไปได้ภายในระยะเวลา 20 ปีต่อจากนี้ไป
ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งนำออกเผยแพร่ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นแล้ว ในการเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
จากสถิติตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.2010) เศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในอาการติดๆ ขัดๆ เปรียบเทียบกับของจีนที่ยังคงมีอัตราเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง
ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจของสองประเทศนี้ยังอยู่ในระดับที่ทิ้งห่างกัน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่ามันก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ฐานะของจีนกำลังขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นทุกทีทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก ซึ่งย่อมจะส่งผลสืบเนื่องต่อไปถึงปริมณฑลทางการเมืองด้วย
ตัวเลขที่โตเกียวเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อยังไม่มีการนำเอาปัจจัยทางฤดูกาลมาคำนวณปรับเปลี่ยน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีของจีนในช่วงเดียวกันและในเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความแปลความหมายตัวเลขเหล่านี้ เนื่องจากมันครอบคลุมช่วงเวลาที่สั้นมาก แค่จากเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีอัตราเติบโตชะลอตัวลงจนอยู่ในระดับที่น่าสงสาร เพียง 0.4% เท่านั้นเอง ถ้าหากพิจารณากันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ตัวอย่างเช่นดูกันตลอดครึ่งแรกของปีนี้ ก็จะปรากฏว่าญี่ปุ่นยังคงนำหน้าอยู่
กระนั้นก็ตาม จากการที่อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินหน้าไปด้วยฝีก้าวอันน่าตื่นใจ เหลือเกิน โดยที่ในขณะนี้ประมาณการกันว่าอยู่ในระดับเท่ากับปีละ 10% ดังนั้นจึงไม่มีใครเลยจริงๆ ที่คาดหมายว่าญี่ปุ่นจะสามารถแซงคืนทวงตำแหน่งที่ตนช่วงชิงและครอบครองเอา ไว้ได้อย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อปี 1968 ตอนที่แดนอาทิตย์อุทัยวิ่งเลยหน้าเยอรมันตะวันตก กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
ในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซาโตชิ อะราอิ (Satoshi Arai) ไม่ได้พูดถึงเรื่องการทวงตำแหน่งคืน แต่พยายามที่จะลดทอนความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้มากกว่า
“ใครจะอยู่บนหรือลงล่างนั้นไม่มีความหมายอะไรหรอก มันเพียงแค่เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของแต่ละ ประเทศเท่านั้นเอง การพัฒนาของประเทศเรากำลังติดตามการพัฒนาของจีนและของชาติเอเชียอื่นๆ อย่างใกล้ชิด และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์แห่งการเจริญเติบโตของเราด้วย” อะราอิกล่าว
**อยู่ติดชิดกับมหาอำนาจ**
สำหรับประชาชนคนเดินถนนในญี่ปุ่น พวกเขาดูจะเผชิญหน้าข้อเท็จจริงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ด้วยอาการยอมรับ สภาพ ผลการสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำกันในปีนี้บ่งชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนาหรอกที่ ประเทศของพวกเขาจะต้องมีฐานะเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น นักวิเคราะห์หลายคนยังชี้ว่า การที่ชาติเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของญี่ปุ่นผงาดก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทรง พลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ แดนอาทิตย์อุทัยก็จะได้ประโยชน์หลายอย่างหลายประการไปด้วย เฮเดกิ มัตสึมุระ (Heideki Matsumura) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยญี่ปุ่น (Japan Research Institute) บอกว่า “ในเรื่องดังกล่าวนี้มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางลบ กล่าวคือ เทคโนโลยีของจีนจะกระเตื้องยกระดับขึ้นเรื่อยๆ พวกบริษัทจีนจะสามารถแข่งขันกับบรรดาบริษัทของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางบวกอย่างมากมายทีเดียว ในแง่ที่ว่ายิ่งมีการเจริญเติบโตมากขึ้นในประเทศจีน ก็มีผู้คนมากขึ้นที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น ดังนั้นโดยองค์รวมแล้ว การพัฒนาของเศรษฐกิจจีนคือเรื่องที่ดีสำหรับญี่ปุ่น”
แน่นอนทีเดียวว่าความสำเร็จของจีนยังจะส่งผลกระทบไปในโลกอันกว้างไกล ไม่หยุดแค่เพียงระดับภูมิภาค ทั้งนี้อำนาจทางเศรษฐกิจย่อมนำมาซึ่งอิทธิพลบารมีทางการเมือง
ดังที่ผู้สื่อข่าว เดวิด บาร์โบซา (David Barboza ) เขียนเอาไว้ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลานี้จีนก็เป็นผู้ขับดันความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายสำคัญอยู่แล้ว เขาบอกว่าพวกผู้นำของแดนมังกรกำลังแสดงความมั่นอกมั่นใจมากขึ้นบนเวที ระหว่างประเทศ และเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลอย่างใหญ่โตทั้งในเอเชีย, แอฟริกา, และละตินอเมริกา ด้วยเครื่องมือต่างๆ อย่างเช่น ข้อตกลงการค้าชนิดให้สิทธิพิเศษ และข้อตกลงด้านทรัพยากรมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์
พวกนักเศรษฐศาสตร์ประมาณการกันว่า ถ้าหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้ว จีนก็จะพรักพร้อมแซงหน้าสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ภายในปี 2030 อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่ของง่ายๆ และจีนยังจะต้องเร่งความเร็วกันไปอีกระยะหนึ่งทีเดียว เนื่องจากจีดีพีของสหรัฐฯในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งนำออกเผยแพร่ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นแล้ว ในการเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
จากสถิติตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.2010) เศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในอาการติดๆ ขัดๆ เปรียบเทียบกับของจีนที่ยังคงมีอัตราเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง
ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจของสองประเทศนี้ยังอยู่ในระดับที่ทิ้งห่างกัน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่ามันก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ฐานะของจีนกำลังขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นทุกทีทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก ซึ่งย่อมจะส่งผลสืบเนื่องต่อไปถึงปริมณฑลทางการเมืองด้วย
ตัวเลขที่โตเกียวเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อยังไม่มีการนำเอาปัจจัยทางฤดูกาลมาคำนวณปรับเปลี่ยน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีของจีนในช่วงเดียวกันและในเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความแปลความหมายตัวเลขเหล่านี้ เนื่องจากมันครอบคลุมช่วงเวลาที่สั้นมาก แค่จากเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีอัตราเติบโตชะลอตัวลงจนอยู่ในระดับที่น่าสงสาร เพียง 0.4% เท่านั้นเอง ถ้าหากพิจารณากันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ตัวอย่างเช่นดูกันตลอดครึ่งแรกของปีนี้ ก็จะปรากฏว่าญี่ปุ่นยังคงนำหน้าอยู่
กระนั้นก็ตาม จากการที่อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินหน้าไปด้วยฝีก้าวอันน่าตื่นใจ เหลือเกิน โดยที่ในขณะนี้ประมาณการกันว่าอยู่ในระดับเท่ากับปีละ 10% ดังนั้นจึงไม่มีใครเลยจริงๆ ที่คาดหมายว่าญี่ปุ่นจะสามารถแซงคืนทวงตำแหน่งที่ตนช่วงชิงและครอบครองเอา ไว้ได้อย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อปี 1968 ตอนที่แดนอาทิตย์อุทัยวิ่งเลยหน้าเยอรมันตะวันตก กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
ในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซาโตชิ อะราอิ (Satoshi Arai) ไม่ได้พูดถึงเรื่องการทวงตำแหน่งคืน แต่พยายามที่จะลดทอนความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้มากกว่า
“ใครจะอยู่บนหรือลงล่างนั้นไม่มีความหมายอะไรหรอก มันเพียงแค่เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของแต่ละ ประเทศเท่านั้นเอง การพัฒนาของประเทศเรากำลังติดตามการพัฒนาของจีนและของชาติเอเชียอื่นๆ อย่างใกล้ชิด และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์แห่งการเจริญเติบโตของเราด้วย” อะราอิกล่าว
**อยู่ติดชิดกับมหาอำนาจ**
สำหรับประชาชนคนเดินถนนในญี่ปุ่น พวกเขาดูจะเผชิญหน้าข้อเท็จจริงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ด้วยอาการยอมรับ สภาพ ผลการสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำกันในปีนี้บ่งชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนาหรอกที่ ประเทศของพวกเขาจะต้องมีฐานะเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น นักวิเคราะห์หลายคนยังชี้ว่า การที่ชาติเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของญี่ปุ่นผงาดก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทรง พลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ แดนอาทิตย์อุทัยก็จะได้ประโยชน์หลายอย่างหลายประการไปด้วย เฮเดกิ มัตสึมุระ (Heideki Matsumura) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยญี่ปุ่น (Japan Research Institute) บอกว่า “ในเรื่องดังกล่าวนี้มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางลบ กล่าวคือ เทคโนโลยีของจีนจะกระเตื้องยกระดับขึ้นเรื่อยๆ พวกบริษัทจีนจะสามารถแข่งขันกับบรรดาบริษัทของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางบวกอย่างมากมายทีเดียว ในแง่ที่ว่ายิ่งมีการเจริญเติบโตมากขึ้นในประเทศจีน ก็มีผู้คนมากขึ้นที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น ดังนั้นโดยองค์รวมแล้ว การพัฒนาของเศรษฐกิจจีนคือเรื่องที่ดีสำหรับญี่ปุ่น”
แน่นอนทีเดียวว่าความสำเร็จของจีนยังจะส่งผลกระทบไปในโลกอันกว้างไกล ไม่หยุดแค่เพียงระดับภูมิภาค ทั้งนี้อำนาจทางเศรษฐกิจย่อมนำมาซึ่งอิทธิพลบารมีทางการเมือง
ดังที่ผู้สื่อข่าว เดวิด บาร์โบซา (David Barboza ) เขียนเอาไว้ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลานี้จีนก็เป็นผู้ขับดันความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายสำคัญอยู่แล้ว เขาบอกว่าพวกผู้นำของแดนมังกรกำลังแสดงความมั่นอกมั่นใจมากขึ้นบนเวที ระหว่างประเทศ และเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลอย่างใหญ่โตทั้งในเอเชีย, แอฟริกา, และละตินอเมริกา ด้วยเครื่องมือต่างๆ อย่างเช่น ข้อตกลงการค้าชนิดให้สิทธิพิเศษ และข้อตกลงด้านทรัพยากรมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์
พวกนักเศรษฐศาสตร์ประมาณการกันว่า ถ้าหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้ว จีนก็จะพรักพร้อมแซงหน้าสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ภายในปี 2030 อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่ของง่ายๆ และจีนยังจะต้องเร่งความเร็วกันไปอีกระยะหนึ่งทีเดียว เนื่องจากจีดีพีของสหรัฐฯในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ป้ายกำกับ:
China,
largest economy,
second-largest economy,
จีน,
จีนแซงญี่ปุ่น,
ญี่ปุ่น
No rush for China.
ข้อมูลตัวเลขที่มีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้ขึ้นแทนที่ญี่ปุ่นในการเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นที่ 2 ของโลกแล้ว โดยเป็นรองก็แต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะที่โลกเฝ้าจับมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกพิศวง, ด้วยการยกย่องชมเชย, และกระทั่งด้วยความหวาดกลัว ปักกิ่งกลับไม่ได้แสดงอาการภูมิอกภูมิใจอย่างออกนอกหน้า ไม่ปรากฏการยกนิ้วเชิดชูในที่สาธารณะ ท่าทีเช่นนี้ของจีนสะท้อนให้เห็นว่า แดนมังกรจะไม่รีบร้อนในการก้าวขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่ง
ปักกิ่ง – บรรดาเยาวชนเลือดร้อนผู้ซึ่งในอดีตมักออกมารวมตัวกันตะโกนคำขวัญต่อต้าน ญี่ปุ่น ต่างพากันเก็บตัวเงียบกริบ เหล่ากุนซือเทศนาสั่งสอนลัทธิคลั่งชาติของพวกเขาก็ประพฤติตนเสมือนกับได้รับคำสั่งให้ปิดปากให้สนิท หนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ทำเฉยไม่แยแสข่าวนี้ หรือไม่ก็จับเอาไปตีพิมพ์ไว้ตรงมุมที่ลับตา ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสต่างพยายามหลบหลีกไม่เอ่ยถึงหัวข้อนี้ในเวลา ที่ต้องพูดจากับชาวต่างประเทศ
ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นนำออกเผยแพร่ในสัปดาห์นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจ ขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว โดยเป็นรองก็แต่สหรัฐฯเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ก่อนที่จะมีการปรับตัวแปรตามฤดูกาล มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเท่ากับ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับของจีนซึ่งเท่ากับ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ก็คือถูกแดนมังกรแซงหน้าไป
ปักกิ่ง – บรรดาเยาวชนเลือดร้อนผู้ซึ่งในอดีตมักออกมารวมตัวกันตะโกนคำขวัญต่อต้าน ญี่ปุ่น ต่างพากันเก็บตัวเงียบกริบ เหล่ากุนซือเทศนาสั่งสอนลัทธิคลั่งชาติของพวกเขาก็ประพฤติตนเสมือนกับได้รับคำสั่งให้ปิดปากให้สนิท หนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ทำเฉยไม่แยแสข่าวนี้ หรือไม่ก็จับเอาไปตีพิมพ์ไว้ตรงมุมที่ลับตา ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสต่างพยายามหลบหลีกไม่เอ่ยถึงหัวข้อนี้ในเวลา ที่ต้องพูดจากับชาวต่างประเทศ
ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นนำออกเผยแพร่ในสัปดาห์นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจ ขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว โดยเป็นรองก็แต่สหรัฐฯเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ก่อนที่จะมีการปรับตัวแปรตามฤดูกาล มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเท่ากับ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับของจีนซึ่งเท่ากับ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ก็คือถูกแดนมังกรแซงหน้าไป
ป้ายกำกับ:
จีน,
จีนแซงญี่ปุ่น,
แซง,
ญี่ปุ่น,
ที่สองของโลก,
อเมริกา
สิงคโปร์แสดงแสนยานุภาพ [ Singapore shows its strengths ]
อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจอันโดดเด่น ถึง 24% ต่อปี ของ Singapore สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศเกาะแห่งนี้กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงลึก ซึ่งรวมตั้งแต่การมีบ่อนกาสิโน และคู่ค้าสำคัญอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม คำเตือนจากสุดยอดนักเศรษฐศาสตร์ของโลกอย่าง พอล ครุกแมน ในเรื่องข้อจำกัดต่างๆ ของสิงคโปร์ ซึ่งให้ไว้ตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่แล้ว ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
มอนทรีออล, แคนาดา – การขยายตัวทางเศรษฐกิจอันน่าตื่นตาตื่นใจของสิงคโปร์ ณ อัตรา 24% ต่อปี ณ ไตรมาส 2/2010 เทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปีนี้นั้น ไม่น่าที่จะสามารถรักษาพลังการเติบโตอันร้อนแรงนี้ได้เรื่อยๆ ในเมื่อคู่ค้าสำคัญหลายรายของสิงคโปร์ อาทิ สหรัฐอเมริกา กับบรรดาประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ล้วนอยู่ในภาวะย่ำแย่ ต้องตะกายวิ่งสู้ฟัดเพื่อประคองพลวัตการฟื้นตัว
ทั้งนี้ เป็นการวินิจฉัยโดยนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง แห่งสิงคโปร์ ซึ่งกล่าวไว้เมื่อกลางเดือนสิงหาคมว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ก็เหมือนประเทศเอเชียอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพิงภาคส่งออก ดังนั้นจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยเป็นผลจากที่ทางการในยุโรปเร่งเดินนโยบายเข้มงวดรัดเข็มขัด กระนั้นก็ตาม รัฐบาลเมืองลอดช่องยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ที่อัตรา 13%-15% ต่อปีในปี 2010 นี้ โดยที่ว่า ณ ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อัตราขยายตัวของไตรมาส 2/2010 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สิงคโปร์สามารถโตขึ้นมา 18%
ป้ายกำกับ:
Singapore,
strength,
สิงคโปร์,
แสนยานุภาพ
อีก 5 ปี จีนจะเป็นตลาดสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เอเยนซี-ผุ้เชี่ยวชาญคาด อีก 5 ปี จีนจะเป็นตลาดสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะปีนี้ เบียดสหรัฐฯ ขึ้นมาเป็นตลาดหรูอันดับสองรองจากญี่ปุ่น ผู้ประกอบการต่างมีรายได้เพิ่มขึ้น 100% สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน วันที่ 6 ก.ย.
ไอแวน ถง ประธานบริษัท สปาร์เคิล โรลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูหรารายใหญ่ในประเทศจีน กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า "ลูกค้าชาวจีนชื่นชอบการจับจ่ายซื้อหาสินค้าหรูหรามากกว่าลูกค้าจากประเทศ ไหนๆ"
สปาร์เคิล โรลล์ ที่หันมาจับธุรกิจการ์ตูนและอนิเมชั่นเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูชื่อดังผ่านกิจการเอเย่นต์นำเข้ารถยนต์ที่ได้ เข้าถือฯ เมื่อปี 2551 ด้วยเล็งเห็นศักยภาพการขยายตัวของธุรกิจสินค้าหรูหราในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยปัจจุบัน บริษัทจำแนกสินค้าชั้นสูงที่จัดจำหน่ายออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน เพื่อครองตลาดลูกค้ากลุ่มเศรษฐีใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีทั้งกลุ่มเจ้าของธุรกิจเหมือง ทายาทตระกูลเศรษฐี เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นักธุรกิจการเงิน และเจ้าของกิจการต่างๆ โดยสินค้าที่มีอยู่ในเครือมีทั้ง รถยนต์ นาฬิกาข้อมือ เครื่องประดับอัญมณี และไวน์
บริษัทฯ รายงานผลประกอบการในปีงบการเงินที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นเกือบ 100% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ด้วยอานิสงค์ของเศรษฐกิจจีนที่ดีวันดีคืน สร้างเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ
รายงานข่าวกล่าวว่า ทุกหนึ่งในสิบคันของรถยนต์สุดหรูอย่างเบนท์เล่ ที่ราคาโดยเฉลี่ยคันละ 3.5-7 ล้านหยวน จะขายในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่นเดียวกับโรลสรอยซ์ และลัมโบกีนี่
เดอลา กูร์ บิตูรบียอง กิจการนาฬิกาสุดหรูจากสวิส เพิ่งเข้าไปบุกตลาดในจีน และก็ทำรายได้แล้วราว 4.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
รายงานด้านการพาณิชย์ของจีน ประจำปี 2552-2553 ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพ.ค.ปีนี้ คาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปี จีนจะกลายเป็นตลาดสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดทะลุไปถึง 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานดังกล่าวจัดทำโดยสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งคาดการณ์จากมูลค่าตลาดสินค้าหรูของจีนที่เพิ่มขึ้นเป็น 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา และครองสัดส่วนตลาดหรูฯ โลก ราว 27.5% แซงสหรัฐฯ เป็นตลาดสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น
ไอแวน ถง ประธานบริษัท สปาร์เคิล โรลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูหรารายใหญ่ในประเทศจีน กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า "ลูกค้าชาวจีนชื่นชอบการจับจ่ายซื้อหาสินค้าหรูหรามากกว่าลูกค้าจากประเทศ ไหนๆ"
สปาร์เคิล โรลล์ ที่หันมาจับธุรกิจการ์ตูนและอนิเมชั่นเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูชื่อดังผ่านกิจการเอเย่นต์นำเข้ารถยนต์ที่ได้ เข้าถือฯ เมื่อปี 2551 ด้วยเล็งเห็นศักยภาพการขยายตัวของธุรกิจสินค้าหรูหราในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยปัจจุบัน บริษัทจำแนกสินค้าชั้นสูงที่จัดจำหน่ายออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน เพื่อครองตลาดลูกค้ากลุ่มเศรษฐีใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีทั้งกลุ่มเจ้าของธุรกิจเหมือง ทายาทตระกูลเศรษฐี เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นักธุรกิจการเงิน และเจ้าของกิจการต่างๆ โดยสินค้าที่มีอยู่ในเครือมีทั้ง รถยนต์ นาฬิกาข้อมือ เครื่องประดับอัญมณี และไวน์
บริษัทฯ รายงานผลประกอบการในปีงบการเงินที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นเกือบ 100% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ด้วยอานิสงค์ของเศรษฐกิจจีนที่ดีวันดีคืน สร้างเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ
รายงานข่าวกล่าวว่า ทุกหนึ่งในสิบคันของรถยนต์สุดหรูอย่างเบนท์เล่ ที่ราคาโดยเฉลี่ยคันละ 3.5-7 ล้านหยวน จะขายในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่นเดียวกับโรลสรอยซ์ และลัมโบกีนี่
เดอลา กูร์ บิตูรบียอง กิจการนาฬิกาสุดหรูจากสวิส เพิ่งเข้าไปบุกตลาดในจีน และก็ทำรายได้แล้วราว 4.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
รายงานด้านการพาณิชย์ของจีน ประจำปี 2552-2553 ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพ.ค.ปีนี้ คาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปี จีนจะกลายเป็นตลาดสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดทะลุไปถึง 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานดังกล่าวจัดทำโดยสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งคาดการณ์จากมูลค่าตลาดสินค้าหรูของจีนที่เพิ่มขึ้นเป็น 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา และครองสัดส่วนตลาดหรูฯ โลก ราว 27.5% แซงสหรัฐฯ เป็นตลาดสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น
ป้ายกำกับ:
Top5,
จีน,
แฟชั่น,
สินค้าหรูหรา,
หรูหรา
Subscribe to:
Posts (Atom)