Saturday, October 15, 2016

สายสัมพันธ์ทางทหาร‘รัสเซีย-จีน’ก้าวกระโดดไปอีกก้าวใหญ่


จีนกับรัสเซียกำลังจัดการซ้อมรบทางนาวีร่วมกันในทะเลจีนใต้ จากรายละเอียดกิจกรรมที่เปิดเผยออกมา ชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การฝึกตามกิจวัตรปกติ หากแต่เป็นหลักหมายแสดงถึงก้าวกระโดดไปข้างหน้าในสายสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศทั้งสอง

ผ้าที่ปิดคลุมแผนการซ้อมรบทางนาวีร่วมกันระหว่างจีนกับรัสเซียในทะเลจีนใต้ ได้ถูกเปิดออกมาแล้วในที่สุดหลังจากที่เฝ้ารอกันมานานทีเดียว จากสิ่งที่ปักกิ่งเผยให้เห็นในวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน เกี่ยวกับการฝึกซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า “จอยต์ ซี-2016” (Joint Sea-2016) โดยจะใช้เวลาทั้งหมด 8 วันเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 กันยายนคราวนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกว่าเป็นการฝึกตามกิจวัตรปกติได้เลย อย่าได้สำคัญผิดเป็นอันขาด นี่เป็นหลักหมายแสดงถึงการก้าวกระโดดไปข้างหน้าในสายสัมพันธ์ทางทหารระหว่างจีนกับรัสเซีย และก็เป็นการส่งสัญญาณแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องลงรอยกันในทางยุทธศาสตร์อย่างสำคัญ

Wednesday, October 5, 2011

จีนประกาศอหังการ ติดจรวดต้าน "โทมาฮอว์ค" แล้วเสร็จ ทะเลใต้เริ่มสูสี

กระทรวงกลาโหมจีนได้ออกยืนยันเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ การนำเข้าประจำการจรวดแบบพื้นสู่อากาศพิสัยกลางรุ่นใหม่สมรรถนะสูง ในการต่อต้านขีปนาวุธข้าศึกที่ยิงโจมตีภาคพื้นดินจากระยะไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจรวดร่อนโทมาฮอว์ค (Tomahawk) ที่สหรัฐฯ ใช้เป็นอาวุธโจมตีหลักในปัจจุบัน

กองทัพประชาชนจีนตีพิมพ์เรื่องนี้ในเว็บไซต์กระทรวงกลาโหมในวันอังคาร 4 ก.ค.นี้ หลังจากปรากฏเป็นข่าวผ่านในนิตยสาร "กองทัพเรือทันสมัย" ของกองทัพเรือจีนฉบับใหม่ที่ออกปลายสัปดาห์ที่แล้ว

จีนได้นำจรวด SAM (Surface-to-Air Missile) แบบหงฉี-16 (Hongqi-16) เข้าประจำการและติดตั้งในเขตปริมณฑลกองทัพมณฑลเสิ่นหยาง (Shenyang Military Region) แล้วเสร็จ และยังทำอีกเวอร์ชั่นหนึ่งสำหรับติดตั้งบนเรือฟริเกตแบบ 054A ของกองทัพเรือ เพื่อปฏิบัติในทะเลอีกด้วย เว็บไซต์กระทรวงกลาโหมกล่าว

นับเป็นครั้งแรกที่จีนได้ออกเปิดเผยเกี่ยวกับเขี้ยวเล็บล่าสุด โดยจรวด "ธงแดง-16" หรือ HQ-16 ควบคุมด้วยระบบที่สามารถตรวจจับขีปนาวุธข้าศึกที่พุ่งสู่เป้าหมายในระยะต่ำกว่า 10 เมตร ใกล้พื้นดินหรือผืนน้ำได้ ห่างออกไปถึง 40 กม. ไกลพอสำหรับการทำงานของระบบจรวดต่อต้าน

จรวดธงแดง-16 นี้ ได้ช่วยอุดข้อด้อยของระบบจรวดพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ HQ-7 กับระบบจรวดพิสัยไกล HQ-9 และ HQ-12 ที่ใช้ในปัจจุบันได้อย่างดี

Wednesday, August 31, 2011

ศตวรรษที่ 21: หรือจะเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย ?

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ได้มีการสัมมนาวิชาการในหัวข้อ "ศตวรรษที่ 21: ศตวรรษแห่งเอเชีย ?" โดยอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล และ ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล โดยมีดร.ปราณี ทิพย์รัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยการสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อาจารย์วรศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษากล่าวว่า ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้จีนกำลังผงาดขึ้นมามีอิทธิพลในเวทีโลกในปัจจุบันนั้น ได้แก่การที่จีนได้บทเรียนจากยุคอาณานิคม ซึ่งในช่วงเวลานั้นจีนปฏิเสธไม่ยอมรับความรู้ใหม่ๆ อีกปัจจัยหนึ่งคือนโยบายต่างประเทศของจีน ที่มีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ไม่ให้เพื่อนบ้านเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของจีนด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากการดำเนินโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจีนจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในในประเทศอื่นๆ ทว่าจีนกลับได้ผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในกรณีของอิรัก หรือพม่า


แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน แต่จีนได้ให้คำอธิบายการปกครองตนว่า "เอกภาพและเอกราชย่อมต้องมาก่อนเรื่องของสิทธิมนุษยชน" ในกรณีการดำเนินนโยบายในประเทศแบบที่ไม่ยอมให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในตน

"นอกจากนี้การที่จีนมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของภาษาจีน และในด้านอื่นๆก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกื้อหนุนการขึ้นมามีบทบาทของจีนในเวทีโลก แต่อย่างไรก็ดี ประเทศจีนก็ต้องประสบกับข้อจำกัดด้วยเช่นกัน ทั้งข้อจำกัดในเรื่องจำนวนประชากร ซึ่งจะไปกระทบกับความมั่นคงทางอาหารรวมทั้งปัญหาอื่นๆอีกมาก โจทย์ของจีนคือการทำอย่างไรให้ประชากรที่มีอยู่จำนวนมากนั้นเป็นประชากรที่มีคุณภาพด้วยซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันจีนได้หันมาเน้นในเรื่องของการศึกษาเป็นอย่างมาก"

"ผมคิดว่าเมื่อใดที่จีนมีประชากรที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพด้วยอันนั้นจะน่ากลัว"
นายวรศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้นายวรศักดิ์ยังได้กล่าวถึงการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ของจีนด้วยว่าการที่ในปัจจุบันจีนได้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทว่ายังคงเลือกที่จะให้มีการปกครองแบบรวมศูนย์ ปฏิเสธการเมืองการปกครองแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยนั้นมีข้อควรระวังที่ว่า จากระบอบดังกล่าว หากมีการทุจริตขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นประเทศจีนจะต้องประสบกับปัญหาแน่นอน



ทางด้านนายสุรัตน์ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเดียศึกษาและผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษา กล่าวว่า การจะเป็นประเทศมหาอำนาจนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 4 ประการ ตั้งแต่เรื่องของเทคโนโลยี ความพร้อมทางการทหาร วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดียในตอนนี้นั้น กลับพบว่าภายในประเทศเหล่านี้มีปัญหาภายในประเทศมากมาย แม้ว่าปัจจุบันอินเดียจะมีตัวเลขจีดีพีต่อหัวที่สูง แต่ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้ก็มีอยู่สูงเช่นกัน

"หรือว่าคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องรองลงมาจากเรื่องของตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ?ภายใต้เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ที่เราต้องเร่งเหยียบคันเร่งทางเศรษฐกิจ-ทางทหาร ซึ่งแม้แต่ในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกาเองก็ต้องประสบกับปัญหาเช่นนี้"

"บ้านคนอังกฤษในตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นของธนาคารทั้งนั้น"

สุดท้ายนายสุรัตน์ได้โยนคำถามไปให้ผู้ร่วมเสวนาร่วมกันคิดว่า"จากโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าว

สุดท้ายแล้วมหาอำนาจนั้นคืออะไรกันแน่ การเป็นมหาอำนาจแบบสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันนั้นใช่คำตอบรึเปล่า?"

Thursday, August 18, 2011

รู้จัก 'สีจิ้นผิง' (Xi Jinping 习近平) ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของจีน

  “สีจิ้นผิง” (Xi Jinping 习近平) เป็นรองประธานาธิบดีในปัจจุบันและถูกคาดหวังว่าจะมาแทนประธานาธิบดี “หูจิ่นเทา” วันนี้

เดิมตำแหน่งของสีจิ้นผิง มีแค่รองประธานาธิบดี แต่เมื่อมีคำประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ให้เขาเป็น “รองประธานคณะกรรมการกลางกิจการทหาร” ของพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็เท่ากับยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า เขาคือทายาทตัวจริงของผู้นำคนปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

กองทัพจีนที่เรียกอย่างเป็นทางการ ว่า “กองกำลังปลดแอกแห่งชาติ” มีกำลังทั้งหมด 2 ล้านคน และหากยังเชื่อตามคำขวัญของเหมาเจ๋อตุงที่ว่า “อำนาจการเมืองมาจากปากกระบอกปืน” ก็คงเห็นชัดว่าใครที่กุมปากกระบอกปืน คือ คนกุมอำนาจการเมืองที่แท้จริง

หูจิ่นเทา จะก้าวลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 2012 หรืออีกสองปีข้างหน้า และจะลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดีปีต่อมา คือ 2013

ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการวางตัวผู้นำเบอร์หนึ่งคนใหม่เอาไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ต้องมีการวิ่งเต้นหรือต่อสู้กันภายในพรรคให้เกิดความวุ่นวายอย่างบางประเทศ

เกาหลีเหนือนั้นมาอีกสูตรหนึ่ง...คิมจองอิล ตั้งทายาทการเมืองของตนเหมือนกัน แต่ให้ลูกชายคนเล็กอายุแค่ 27 ปี ขึ้นมาเป็นนายพลสี่ดาวควบคุมกองทัพ และมีตำแหน่งในพรรคระดับสูงอย่างกะทันหัน

ทุกสายตาทั่วโลกจึงต้องจ้องไปที่หนุ่มใหญ่อายุ 57 ปีคนนี้ เพราะเขาจะเป็นผู้กุมชะตากรรม ของการเมืองและการทหารของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลก และเศรษฐกิจที่กำลังจะมาวางไว้ที่อันดับสองของโลก อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“สีจิ้นผิง” จะเป็นผู้นำรุ่นที่สี่ของจีนใหม่ต่อจากรุ่นเหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่นเทา

ผู้นำจีนรุ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร แต่รุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาแทนที่ในอีกสองปีข้างหน้า มีพื้นภูมิหลากหลาย เช่น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักสังคม นักกฎหมาย และนักประวัติศาสตร์

เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่ไม่เคย “เดินทางไกล” กับเหมา ไม่เกี่ยวโดยตรงกับเหตุการณ์ “จัตุรัสเทียนอันเหมิน” และไม่ติดอยู่กับกับดับแห่งความเป็นคอมมิวนิสต์ในทัศนคติโบราณ

ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ วิธีคิดของ “สีจิ้นผิง” ทางการเมือง...ว่า จะโอนเอียงมาทางปฏิรูปอย่างนายกฯ เวินเจียเป่า หรือจะอนุรักษนิยมอย่างหูจิ่นเทา

อีกทั้งต้องจับตาว่าใครจะมานั่งเก้าอี้อีก 7 ตัว ในทั้งหมด 9 ตัว ของ “กรมการเมือง” ที่เรียกว่า Politburo Standing Committee ที่มีกำหนดจะเกษียณในอีกสองปีข้างหน้าพร้อมๆ กัน

ใครเป็นใครใน Politburo คือ ผู้กำหนดทิศทางสำคัญของประเทศจีนในทุกทาง

นายกฯ เวินเจียเป่า “โยนหินถามทาง” เมื่อเดือนสิงหาคม ด้วยการประกาศว่าประเทศจีนจะต้องก้าวเข้าสู่ยุค “ปฏิรูปการเมือง” หากจะให้การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

คำว่า “ปฏิรูปการเมือง” ย่อมมีความอ่อนไหวในบรรยากาศการเมืองอย่างจีน ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างของคนจีนกว่า 1,300 ล้านคน

เวินเจียเป่า ปีนี้อายุ 68 ปี และกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ในอีกสองปีเช่นกัน

คนที่ถูกวางตัวให้ขึ้นมาแทน คือ รองนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ซึ่งจะนำประเทศเคียงคู่กับ “สีจิ้นผิง”

“สีจิ้นผิง” จบการศึกษามาทางด้านสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซิงหวา และอบรมเข้มข้นมาทางทฤษฎีมาร์กซิสม์กับอุดมการณ์สังคมนิยม อีกทั้งยังได้ปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย

เขาเคยเป็นผู้ว่าการมณฑลฟูเจี้ยน ก่อนจะไปเจ้อเจียง และเติบใหญ่อย่างโดดเด่นเมื่อได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เซี่ยงไฮ้

สีจิ้นผิงกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในเก้าผู้นำสูงสุด ใน Politburo เมื่อสามปีก่อนนี้เอง ก่อนที่จะได้รับเลื่อนขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดี เมื่อปี ค.ศ. 2008

บุคลิกของสีจิ้นผิง ไม่มีสีสันมากนัก ไม่ต่างอะไรกับลูกพี่หูจิ่นเทา ที่มีชื่อเสียงด้าน “น้ำนิ่งไหลลึก”

ส่วนจะลึกแค่ไหน และจะสามารถก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนของประเทศจีน ที่กำลังเล่นบทคึกคักหนักหนาในเวทีโลกได้หรือไม่ อีกไม่นานก็จะพิสูจน์ให้ได้เห็นกัน

ประวัติเพิ่มเติม :

นายสีจิ้นผิง ชาวฮั่น เกิดเมื่อเดือนมิถุนายนปี 1953 เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนมกราคมปี 1974 เริ่มทำงานเมื่อเดือนมกราคมปี 1969 จบจากสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา วิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์ค ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในช่วงทำงานแล้ว และได้จบปริญญาเอกนิติศาสตร์

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการสำนักเลขาธิการแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองเซี่ยงไฮ้

1969-1975 ไปฝึกงานที่หน่วยการผลิตเหลียงเจียเหอ คอมมูนอันยี่ อำเภอเอื๋อนชวนมณฑลสั่นซี และเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่นั่น

1975-1979 เรียนวิชาสังเคราะห์อย่างมีอินทรีย์พื้นฐานที่คณะอุตสาหกรรมเคมีของมหาวิทยาลัยชิงหวา

1979-1982 เลขานุการสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีน สำนักงานคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของจีน

1982-1983 รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของอำเภอเจิ้งติ้งมณฑลเหอเป่ย

1983-1985 เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของอำเภอเจิ้งติ้งมณฑลเหอเป่ย

1985-1988 กรรมการประจำคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองเซี่ยเหมินมณฑลฝูเจี้ยน รองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมินมณฑลฝูเจี้ยน

1988-1990 เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขตหนิงเต๋อมณฑลฝูเจี้ยน

1990-1993 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคิมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน

1993-1995 กรรมการประจำคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเมืองฝูโจว ผู้อำนวยการคณะกรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน

1995-1996 รองเลขาธิกาคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจว ผู้อำนวยการคณะกรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งเมืองฝูโจวมณฑลฝูเจี้ยน

1996-1999 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของมณฑลฝูเจี้ยน รักษาการผู้ว่าราชการมณฑลฝูเจี้ยน

2000-2002 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมณฑลฝูเจี้ยน ผู้ว่าราชการของมณฑลฝูเจี้ยน (1998-2002 ศึกษาวิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์คในสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา และจบปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์)

2002-2002 รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง รักษาการผู้ว่าราชการ

2002-2003 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง รักษาการผู้ว่าราชการมณฑลเจ้อเจียง

2003-2007 เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนมณฑลเจื๋อเจียง

2007-2007 เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้(จนถึงตุลาคมปี 2007)

2007- ปัจจุบัน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 15 กรรมการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 16 และ 17 กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 17

Thursday, September 30, 2010

ฟอร์บ(Forbes)ระบุ อินเดียมีอภิมหาเศรษฐี (India's Richest) 69คนแล้วเพิ่ม17คนใน1ปี

นิตยสารฟอร์บระบุการจัดอันดับคนรวยรายการใหม่ ที่มีการเปิดเผยในวันนี้ ระบุว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของอินเดีย ได้ทำให้เกิดอภิมหาเศรษฐีเกิดใหม่ 17 คนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้อินเดียมีอภิมหาเศรษฐีมากเป็นประวัติการณ์คือ 69 คนแล้ว

นายมุเกช อัมบานี ประธานบริษัท "รีไรแอนซ์ อิสดัสทรีส์ "บริษัทเอกชนใหญ่สุดของอินเดีย ยังครองตำแหน่งเป็นชาวอินเดียผู้ร่ำรวยที่สุดเป็นปีที่สามในปีนี้ ด้วยสินทรัพย์มูลค่ารวม 27,000ล้านดอลลาร์ และตามมาติดๆ ด้วยลักษมี มิตตัล เจ้าพ่อเหล็กผู้มีฐานที่มั่นที่ลอนดอน ด้วยสินทรัพย์มูลค่ารวม 26,100 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่สามนั้น นายอาซิม เปรมจี เจ้าของบริษัท"อินโฟเทค"เลื่อนขึ้นมาครองตำแหน่ง ด้วยสินทรัพย์ 17,600 ล้านดอลลาร์ แทนที่น้องชายของนายอัมบานีคือนายอนิล อัมบานี ผู้ตกลงไปเป็นที่หกด้วยสินทรัพย์ 13,300 ล้านดอลลาร์
นายอินทราจิต คุปตะ บรรณาธิการฟอร์บส์ อินเดีย บอกว่าจำนวนมากอภิมหาเศรษฐีมากเป็นประวัติการณ์เป็นอีกสิ่งบ่งชี้ว่าศูนย์ กลางแรงโน้มถ่วงกำลังเขยิบไปทางอินเดียและจีนในช่วงทศวรรษหน้า

Wednesday, September 29, 2010

สรรเสริญ ตำรวจจีน จับไม่ไว้หน้า ยก-ปรับรถพวกเดียวกันจอดผิดกฎ

 จราจร เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนไม่ไว้หน้าพวกเดียวกัน สั่งยกรถตำรวจจอดไม่เป็นที่เป็นทาง แถมเปรียบเทียบปรับอีก 100 หยวน ชาวเน็ต-สื่อจีนสรรเสริญ ชี้อย่างนี้ถึงเรียกว่าบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม


         วานนี้ (27 ก.ย.) สื่อหลายแขนงของประเทศจีนได้รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีชาวอินเทอร์เน็ตผู้หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “หนิววา” ได้ถ่ายและโพสต์ภาพรถยกของตำรวจกำลังเคลื่อนย้ายรถตำรวจทะเบียน “เอ้อ K0571 จิ่ง” (ตัวอักษร “เอ้อ” บ่งบอกถึงการเป็นรถในทะเบียนมณฑลหูเป่ย และ ตัวอักษร “จิ่ง” แสดงความเป็นรถในราชการตำรวจของจีน) ออกจากบริเวณอู๋กว่างเหมินโข่วในเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย
     
       เมื่อภาพดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นบนเว็บไซต์ในประเทศจีน ก็มีผู้ชมและผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย โดยมีบางส่วนตั้งคำถามว่า การยกรถตำรวจดังกล่าวอาจไม่ใช่เพราะรถตำรวจทำผิดกฎจราจร หรือ จอดรถผิดที่ แต่รถตำรวจอาจจะเสีย จึงต้องเรียกรถยกของพวกเดียวกันมาช่วยกันเคลื่อนย้ายไปซ่อมแซม
     
       ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ เย็นอู่ฮั่นจึงนำภาพดังกล่าวไปสอบถามกับ กองบังคับการตำรวจจราจรเจียงฮั่นซึ่งดูแลพื้นที่การจราจรในเขตอู๋กว่างเหมิ นโข่วในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งก็ได้คำตอบว่า รถตำรวจทะเบียน “เอ้อ K0571 จิ่ง” ในภาพฯ จอดรถผิดกฎจริง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 24 ก.ย.
     
       ตำรวจราจรเมืองอู่ฮั่นระบุว่า ในวันนั้นเพื่อทำให้การจราจรบริเวณนั้นคล่องตัวขึ้น ตำรวจจราจรจึงได้เคลื่อนย้ายรถหลายคันออกจากพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงรถตำรวจคันดังกล่าวด้วย โดยได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับรถตำรวจดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 100 หยวน (ราว 500 บาท)
     
       กระทั่งวานนี้ภาพดังกล่าวที่ถูกโพสต์ขึ้นบนอินเทอร์เน็ตในประเทศจีน มีผู้เข้าชมมากกว่า 4 หมื่นครั้ง และมีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นมากกว่า 300 คน โดยเกือบทั้งหมดเมื่อได้ทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันของ ตำรวจจราจรเมืองอู่ฮั่น ก็แสดงความพอใจเป็นอย่างมาก

Tuesday, September 7, 2010

China replaces Japan as second-largest economy.

การที่จีนมีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอัน รวดเร็วอย่างต่อเนื่องยาวนาน ช่วยให้แดนมังกรสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในสภาพสะดุดติดขัด ขึ้นมาเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกได้ สำเร็จ สำหรับเป้าหมายต่อไปก็คือสหรัฐฯ โดยที่คาดหมายกันว่าจีนอาจจะไล่ทันและชิงขึ้นหน้าไปได้ภายในระยะเวลา 20 ปีต่อจากนี้ไป
      
       ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งนำออกเผยแพร่ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นแล้ว ในการเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
      
       จากสถิติตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.2010) เศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในอาการติดๆ ขัดๆ เปรียบเทียบกับของจีนที่ยังคงมีอัตราเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง
      
       ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจของสองประเทศนี้ยังอยู่ในระดับที่ทิ้งห่างกัน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่ามันก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ฐานะของจีนกำลังขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นทุกทีทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก ซึ่งย่อมจะส่งผลสืบเนื่องต่อไปถึงปริมณฑลทางการเมืองด้วย
      
       ตัวเลขที่โตเกียวเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อยังไม่มีการนำเอาปัจจัยทางฤดูกาลมาคำนวณปรับเปลี่ยน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีของจีนในช่วงเดียวกันและในเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์
      
       อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความแปลความหมายตัวเลขเหล่านี้ เนื่องจากมันครอบคลุมช่วงเวลาที่สั้นมาก แค่จากเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีอัตราเติบโตชะลอตัวลงจนอยู่ในระดับที่น่าสงสาร เพียง 0.4% เท่านั้นเอง ถ้าหากพิจารณากันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ตัวอย่างเช่นดูกันตลอดครึ่งแรกของปีนี้ ก็จะปรากฏว่าญี่ปุ่นยังคงนำหน้าอยู่
      
       กระนั้นก็ตาม จากการที่อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินหน้าไปด้วยฝีก้าวอันน่าตื่นใจ เหลือเกิน โดยที่ในขณะนี้ประมาณการกันว่าอยู่ในระดับเท่ากับปีละ 10% ดังนั้นจึงไม่มีใครเลยจริงๆ ที่คาดหมายว่าญี่ปุ่นจะสามารถแซงคืนทวงตำแหน่งที่ตนช่วงชิงและครอบครองเอา ไว้ได้อย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อปี 1968 ตอนที่แดนอาทิตย์อุทัยวิ่งเลยหน้าเยอรมันตะวันตก กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
      
       ในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซาโตชิ อะราอิ (Satoshi Arai) ไม่ได้พูดถึงเรื่องการทวงตำแหน่งคืน แต่พยายามที่จะลดทอนความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้มากกว่า
      
       “ใครจะอยู่บนหรือลงล่างนั้นไม่มีความหมายอะไรหรอก มันเพียงแค่เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของแต่ละ ประเทศเท่านั้นเอง การพัฒนาของประเทศเรากำลังติดตามการพัฒนาของจีนและของชาติเอเชียอื่นๆ อย่างใกล้ชิด และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์แห่งการเจริญเติบโตของเราด้วย” อะราอิกล่าว
      
       **อยู่ติดชิดกับมหาอำนาจ**
      
       สำหรับประชาชนคนเดินถนนในญี่ปุ่น พวกเขาดูจะเผชิญหน้าข้อเท็จจริงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ด้วยอาการยอมรับ สภาพ ผลการสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำกันในปีนี้บ่งชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนาหรอกที่ ประเทศของพวกเขาจะต้องมีฐานะเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
      
       นอกจากนั้น นักวิเคราะห์หลายคนยังชี้ว่า การที่ชาติเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของญี่ปุ่นผงาดก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทรง พลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ แดนอาทิตย์อุทัยก็จะได้ประโยชน์หลายอย่างหลายประการไปด้วย เฮเดกิ มัตสึมุระ (Heideki Matsumura) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยญี่ปุ่น (Japan Research Institute) บอกว่า “ในเรื่องดังกล่าวนี้มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางลบ กล่าวคือ เทคโนโลยีของจีนจะกระเตื้องยกระดับขึ้นเรื่อยๆ พวกบริษัทจีนจะสามารถแข่งขันกับบรรดาบริษัทของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี มันก็มีส่วนประกอบที่เป็นไปในทางบวกอย่างมากมายทีเดียว ในแง่ที่ว่ายิ่งมีการเจริญเติบโตมากขึ้นในประเทศจีน ก็มีผู้คนมากขึ้นที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น ดังนั้นโดยองค์รวมแล้ว การพัฒนาของเศรษฐกิจจีนคือเรื่องที่ดีสำหรับญี่ปุ่น”
      
       แน่นอนทีเดียวว่าความสำเร็จของจีนยังจะส่งผลกระทบไปในโลกอันกว้างไกล ไม่หยุดแค่เพียงระดับภูมิภาค ทั้งนี้อำนาจทางเศรษฐกิจย่อมนำมาซึ่งอิทธิพลบารมีทางการเมือง
      
       ดังที่ผู้สื่อข่าว เดวิด บาร์โบซา (David Barboza ) เขียนเอาไว้ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลานี้จีนก็เป็นผู้ขับดันความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายสำคัญอยู่แล้ว เขาบอกว่าพวกผู้นำของแดนมังกรกำลังแสดงความมั่นอกมั่นใจมากขึ้นบนเวที ระหว่างประเทศ และเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลอย่างใหญ่โตทั้งในเอเชีย, แอฟริกา, และละตินอเมริกา ด้วยเครื่องมือต่างๆ อย่างเช่น ข้อตกลงการค้าชนิดให้สิทธิพิเศษ และข้อตกลงด้านทรัพยากรมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์
      
       พวกนักเศรษฐศาสตร์ประมาณการกันว่า ถ้าหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้ว จีนก็จะพรักพร้อมแซงหน้าสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ภายในปี 2030 อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ใช่ของง่ายๆ และจีนยังจะต้องเร่งความเร็วกันไปอีกระยะหนึ่งทีเดียว เนื่องจากจีดีพีของสหรัฐฯในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

No rush for China.

ข้อมูลตัวเลขที่มีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้ขึ้นแทนที่ญี่ปุ่นในการเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นที่ 2 ของโลกแล้ว โดยเป็นรองก็แต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะที่โลกเฝ้าจับมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกพิศวง, ด้วยการยกย่องชมเชย, และกระทั่งด้วยความหวาดกลัว ปักกิ่งกลับไม่ได้แสดงอาการภูมิอกภูมิใจอย่างออกนอกหน้า ไม่ปรากฏการยกนิ้วเชิดชูในที่สาธารณะ ท่าทีเช่นนี้ของจีนสะท้อนให้เห็นว่า แดนมังกรจะไม่รีบร้อนในการก้าวขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่ง
   
       ปักกิ่ง – บรรดาเยาวชนเลือดร้อนผู้ซึ่งในอดีตมักออกมารวมตัวกันตะโกนคำขวัญต่อต้าน ญี่ปุ่น ต่างพากันเก็บตัวเงียบกริบ เหล่ากุนซือเทศนาสั่งสอนลัทธิคลั่งชาติของพวกเขาก็ประพฤติตนเสมือนกับได้รับคำสั่งให้ปิดปากให้สนิท หนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ทำเฉยไม่แยแสข่าวนี้ หรือไม่ก็จับเอาไปตีพิมพ์ไว้ตรงมุมที่ลับตา ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสต่างพยายามหลบหลีกไม่เอ่ยถึงหัวข้อนี้ในเวลา ที่ต้องพูดจากับชาวต่างประเทศ
   
       ข้อมูลตัวเลขที่รัฐบาลญี่ปุ่นนำออกเผยแพร่ในสัปดาห์นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าจีนได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะเป็นประเทศเจ้าของเศรษฐกิจ ขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว โดยเป็นรองก็แต่สหรัฐฯเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ก่อนที่จะมีการปรับตัวแปรตามฤดูกาล มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเท่ากับ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับของจีนซึ่งเท่ากับ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ก็คือถูกแดนมังกรแซงหน้าไป

สิงคโปร์แสดงแสนยานุภาพ [ Singapore shows its strengths ]

    
       อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจอันโดดเด่น ถึง 24% ต่อปี ของ Singapore สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศเกาะแห่งนี้กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงลึก ซึ่งรวมตั้งแต่การมีบ่อนกาสิโน และคู่ค้าสำคัญอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม คำเตือนจากสุดยอดนักเศรษฐศาสตร์ของโลกอย่าง พอล ครุกแมน ในเรื่องข้อจำกัดต่างๆ ของสิงคโปร์ ซึ่งให้ไว้ตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่แล้ว ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
     
       มอนทรีออล, แคนาดา – การขยายตัวทางเศรษฐกิจอันน่าตื่นตาตื่นใจของสิงคโปร์ ณ อัตรา 24% ต่อปี ณ ไตรมาส 2/2010 เทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปีนี้นั้น ไม่น่าที่จะสามารถรักษาพลังการเติบโตอันร้อนแรงนี้ได้เรื่อยๆ ในเมื่อคู่ค้าสำคัญหลายรายของสิงคโปร์ อาทิ สหรัฐอเมริกา กับบรรดาประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ล้วนอยู่ในภาวะย่ำแย่ ต้องตะกายวิ่งสู้ฟัดเพื่อประคองพลวัตการฟื้นตัว
     
       ทั้งนี้ เป็นการวินิจฉัยโดยนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง แห่งสิงคโปร์ ซึ่งกล่าวไว้เมื่อกลางเดือนสิงหาคมว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ก็เหมือนประเทศเอเชียอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพิงภาคส่งออก ดังนั้นจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยเป็นผลจากที่ทางการในยุโรปเร่งเดินนโยบายเข้มงวดรัดเข็มขัด กระนั้นก็ตาม รัฐบาลเมืองลอดช่องยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ที่อัตรา 13%-15% ต่อปีในปี 2010 นี้ โดยที่ว่า ณ ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อัตราขยายตัวของไตรมาส 2/2010 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สิงคโปร์สามารถโตขึ้นมา 18%

อีก 5 ปี จีนจะเป็นตลาดสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เอเยนซี-ผุ้เชี่ยวชาญคาด อีก 5 ปี จีนจะเป็นตลาดสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะปีนี้ เบียดสหรัฐฯ ขึ้นมาเป็นตลาดหรูอันดับสองรองจากญี่ปุ่น ผู้ประกอบการต่างมีรายได้เพิ่มขึ้น 100% สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน วันที่ 6 ก.ย.
      
       ไอแวน ถง ประธานบริษัท สปาร์เคิล โรลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูหรารายใหญ่ในประเทศจีน กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า "ลูกค้าชาวจีนชื่นชอบการจับจ่ายซื้อหาสินค้าหรูหรามากกว่าลูกค้าจากประเทศ ไหนๆ"
      
       สปาร์เคิล โรลล์ ที่หันมาจับธุรกิจการ์ตูนและอนิเมชั่นเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูชื่อดังผ่านกิจการเอเย่นต์นำเข้ารถยนต์ที่ได้ เข้าถือฯ เมื่อปี 2551 ด้วยเล็งเห็นศักยภาพการขยายตัวของธุรกิจสินค้าหรูหราในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยปัจจุบัน บริษัทจำแนกสินค้าชั้นสูงที่จัดจำหน่ายออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน เพื่อครองตลาดลูกค้ากลุ่มเศรษฐีใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีทั้งกลุ่มเจ้าของธุรกิจเหมือง ทายาทตระกูลเศรษฐี เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นักธุรกิจการเงิน และเจ้าของกิจการต่างๆ โดยสินค้าที่มีอยู่ในเครือมีทั้ง รถยนต์ นาฬิกาข้อมือ เครื่องประดับอัญมณี และไวน์
      
       บริษัทฯ รายงานผลประกอบการในปีงบการเงินที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นเกือบ 100% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ด้วยอานิสงค์ของเศรษฐกิจจีนที่ดีวันดีคืน สร้างเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ
      
       รายงานข่าวกล่าวว่า ทุกหนึ่งในสิบคันของรถยนต์สุดหรูอย่างเบนท์เล่ ที่ราคาโดยเฉลี่ยคันละ 3.5-7 ล้านหยวน จะขายในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่นเดียวกับโรลสรอยซ์ และลัมโบกีนี่
      
       เดอลา กูร์ บิตูรบียอง กิจการนาฬิกาสุดหรูจากสวิส เพิ่งเข้าไปบุกตลาดในจีน และก็ทำรายได้แล้วราว 4.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
      
       รายงานด้านการพาณิชย์ของจีน ประจำปี 2552-2553 ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพ.ค.ปีนี้ คาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปี จีนจะกลายเป็นตลาดสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดทะลุไปถึง 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
      
       รายงานดังกล่าวจัดทำโดยสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งคาดการณ์จากมูลค่าตลาดสินค้าหรูของจีนที่เพิ่มขึ้นเป็น 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา และครองสัดส่วนตลาดหรูฯ โลก ราว 27.5% แซงสหรัฐฯ เป็นตลาดสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น

Monday, September 6, 2010

จีน ติด Top 5 เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศ


กระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงเมื่อวานว่า ปัจจุบันจีนกลายเป็นผู้ลงทุนในต่างประเทศรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจากอันดับ 12 ในปี 2551 เมื่อสองปีก่อน  โดยโดยมียอดลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ หรือ ODI 56,530 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 1.1% จากเมื่อปี 2551 ซึ่งนับเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันแล้วที่ยอด ODI เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจนถึงสิ้นปี 2552 มีบริษัทจีน 13,000 แห่งเข้าไปลงทุนใน 177 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยมีการลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามด้วยยุโรปและแอฟริกา
ขณะที่ในปีที่แล้วประเทศต่างๆทั่วโลกมีปริมาณการลงทุนในต่างแดนรวมกัน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และจีนมีสัดส่วนการลงทุนคิดเป็นเกือบ 5.1% ของทั้งหมด
นอกจากนี้จีนคาดว่าจะมียอดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI โดยตรงเกินกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 90,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว
การเติบโตทั้งในส่วนการลงทุนของจีนในต่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศใน จีน สะท้อนได้ดีถึงอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นและความน่าดึงดูดใน ฐานะแหล่งน่าลงทุน

Wednesday, January 20, 2010

จีนอาจแย่งตำแหน่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลกปี2563


ไพรซ์-วอเตอร์เฮาส์-คู้ปเปอร์ หรือ PWC ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจนเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค ออกรายงานระบุว่า จีนอาจจะแย่งตำแหน่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกไปจากสหรัฐได้ สำเร็จ ภายในปี 2563 อันเป็นการตอกย้ำถึงการเปลี่ยนมืออย่างมโหฬารของการเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจของ โลก จอห์น ฮอว์คเวิร์ธส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มหภาค ระบุในรายงานว่า ในปี 2573 มีแนวโน้มที่อันดับเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไปเป็น จีน ตามด้วยสหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่น บราซิล รัสเซีย เยอรมนี เม็กซิโก ฝรั่งเศสและอังกฤษ ในขณะที่ข้อมูลเมื่อปี 2551 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้จัดลำดับให้สหรัฐเป็นอันดับ 1 ตามด้วย ญี่ปุ่น จีน เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี รัสเซีย สเปนและบราซิล
รายงานระบุด้วยว่า อินเดียอาจจะเติบโตเร็วกว่าจีน หลังปี 2563 ขณะที่ตัวเลข GDP ก็เติบโตตามไปด้วย เนื่องจากมีประชากรที่อายุน้อยกว่า และเพิ่มจำนวนประชากรได้รวดเร็วกว่า ซึ่งตรงข้ามกับจีน นอกจากนี้ อินเดียกับจีนยังแย่งส่วนแบ่ง GDP ของโลก ไปจากสหรัฐและสหภาพยุโรปอีกด้วย โดยสัดส่วนของปี 2553 นี้ ส่วนแบ่ง GDP ของสหรัฐอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์สหภาพยุโรป 21 เปอร์เซ็นต์ , จีน 13 เปอร์เว็นต์ และอินเดีย 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นปี 2573จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผัน จากการที่สหรัฐจะเหลือส่วนแบ่ง GDP แค่ 16 เปอร์เซ็นต์สหภาพยุโรป 15 เปอร์เซ็นต์ , จีน 19 เปอร์เซ็นต์ และอินเดีย 9 เปอร์เซ็นต์

Friday, January 15, 2010

"กูเกิ้ล"แฮปปี้เบิร์ธเดย์"โดราเอม่อน"

หากไม่บอกก็คงไม่มีใครจำได้หรอกว่า วันที่ 3 กันยายน 2112 เป็นวันเกิดของหุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคตที่ทั่วโลกรู้จักกันดี นั่นก็คือ โดราเอม่อน (Doraemon) ซึ่งงานนี้ Google ในญี่ปุ่นก็ไม่พลาดที่จะนำภาพของเจ้าแมวหุ่นยนต์มาทำเป็น Google Doodle (แทนโลโกคลาสสิก) บนโฮมเพจ

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของโดราเอมอนที่เห็น Google Doodle ก็คงจะเดาได้ไม่ยากว่า มันมีของวิเศษอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งในที่นี้ก็จะมี ประตูสารพัดสถานที่,คอปเตอร์ไม้ไผ่ และก็ไฟฉายย่อส่วน แต่ของวิเศษทุกอย่างมาจากกระเป๋ามิติที่สี่ที่อยู่บนหน้าท้องของมัน เชื่อว่า หลายคนที่ได้เห็นโดราเอมอนปรากฎตัวบนหน้าเว็บของ Google ก็จะต้องคิดถึงเจ้าแมวจากโลกอนาคตตัวนี้อย่างแน่นอน

เอา ล่ะ เพื่อให้หายคิดถึงกันเล็กน้อย ก็เลยขอแนะนำแก็ดเจ็ตใหม่ล่าสุดของโดราเอม่อน (doraemon) นั่นก็คือ My Doraemon ซึ่งเป็นหุ่นยนต์เพื่อนเล่นขนาดกะทัดรัด (ตั้งบนโต๊ะทำงาน) ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เล่นได้ด้วยเสียงพูดของมัน โดยผู้เล่นสามารถจับมือ(แทนสวิทช์) บีบหาง เพื่อให้มันพยักหน้า (หรือส่ายหน้า) พูดจาโต้ตอบ ตลอดจนแสดงอารมรณ์ผ่านลูกตาทั้งสองที่ใช้เทคโนโลยี e-Paper ไฮเทคฯไม่เใช่เล่นเลย นอกจากนี้ มันยังมาพร้อมกับอินฟราเรดที่สามารถตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหว และหันหน้ามองตามได้อีกด้วย นอกจากฟังก์ชันเหล่านี้แล้ว My Doraemon ยังเทำหน้าที่ป็นนาฬิกาบอกเวลา และเทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิให้เราทราบได้อีกต่างหาก ช่างสมกับเป็นหุ่่นยนต์แมวแห่งอนาคตจริงๆ เลยนะครับ

คุณผู้อ่านทีสนใจอยากได้ My Doraemon ที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 35 ปีของโดราเอมอน คงต้องทุบกระปุกกันเลยทีเดียว เพราะราคาของมันคือ 31,500 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 12,500 บาทครับ

Sunday, January 10, 2010

จีนแซงหน้าเยอรมนีเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่สุดของโลก

10 มค. 2553 15:35 น.
สถานีโทรทัศน์กับสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานข่าวในวันนี้ว่า จีนได้แซงหน้าเยอรมนีในการเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลกแล้ว หลังจากสินค้าส่งออกของจีนเพิ่มปริมาณมากขึ้นในเดือนธันวาคม เป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และเป็นสัญญานบ่งชี้ใหม่ของการที่จีนกำลังทยานอย่างรวดเร็วขึ้นเป็นมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจของโลก
การส่งออกของจีนในช่วงเดือนสุดท้ายของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 จากหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ทำให้การส่งออกของปีที่แล้วมีมูลค่ารวมทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ( ประมาณ 39 ล้านล้านบาท ) แซงหน้ามูลค่าการส่งออกรวมตลอดปีที่แล้วของเยอรมนี ที่สำนักงานการค้าต่างประเทศของเยอรมนี คือ BGA คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 38 ล้านล้านบาท) แต่แม้จีนจะมีปริมาณการส่งออกในปีที่แล้วแซงหน้าเยอรมนีCCTV ของจีนก็รายงานว่ามูลค่าการส่งออกของจีนเมื่อปีที่แล้วลดลงจากปี 2551 ร้อยละ 13.9
บรรดานักเศรษฐศาสตร์และหอการค้าเยอรมนีเคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศตนมีแนวโน้มว่ากำลังจะเสียตำแหน่งผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลก สถานภาพใหม่ของจีนในเรื่องนี้ มีความสำคัญในด้านสัญญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สท้อนขีดความสามารถของบรรดาผู้ผลิตสินค้าต้นทุนต่ำผู้แข็งแกร่งของจีน ที่ยังสามารถส่งออกสินค้าแม้ในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจนปริมาณการบริโภค สินค้าทั่วโลกตกฮวบ
.

Thursday, December 31, 2009

NASA ไว้ใจใช้อุปกรณ์ของไทยติดตั้งไปกับจรวดสำรวจอวกาศ

เป็นเรื่องน่าภูมิใจกับชาวไทยอีกเรื่องครับ เมื่อทาง NASA ได้ทำการจัดซื้อ SATAIP จากบริษัทดีไซน์ เกตเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นกับไทยเรานี่เอง เพื่อติดตั้งไปกับจรวดสำรวจอวกาศ โดยหลายๆ คนอาจจะคุ้นชื่อบริษัทนี้มาบ้างจากผลงาน Bt-BOX MINI

SATA

บริษัท ดีไซน์ เกทเวย์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือข่ายสมาชิกของสมาคมสมองกลฝังตัวไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงบนชิ ป FPGA ได้พัฒนา SATAIP สำหรับเขียนอ่านข้อมูลกับฮาร์ดดิสก์ หรือ SSD (Sold State Drive) ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 280 MB/s สำหรับการอ่าน และ 220 MB/s สำหรับการเขียนต่อ 1 ตัว จนได้รับความไว้วางใจจากองค์การนาซา (NASA) เพื่อนำไปใช้เป็นตัวควบคุมหลักสำหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ลงบน SSD ซึ่งติดตั้งในจรวดสำรวจอวกาศขององค์การนาซา ซึ่งเป็นเพียงบริษัทหนึ่งจากประเทศไทย ที่สามารถพัฒนาระบบประมวลผลที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้สำเร็จ และสามารถแข่งขันได้บนเวทีระดับโลก

นอกจากองค์การนาซาแล้ว ทางบริษัทยังมีบริษัทในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ได้สั่งซื้อเพื่อไปใช้ในระบบประมวลผลข้อมูลความเร็วสูงต่างๆ เป็นต้น

SATAIP ได้ถูกออกแบบให้สามารถรับส่งข้อมูลกับอุปกรณ์อื่น ๆ ผ่าน SATA Protocol ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อกับฮาร์ดดิสก์ SSD หรือจะติดต่อกับพีซีทั่วไปก็ได้ โดยใช้ SATAIP ตัวเดียวกัน และบนชิป FPGA 1 ตัวนี้สามารถติดตั้ง SATAIP พร้อมกันได้สูงสุดถึง 8 ตัว ซึ่งด้วยความสามารถนี้จะทำให้ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้มีสมรรถนะในการเขียนอ่านข้อมูลได้สูงกว่า 1.76 GB/s (220 MB/s x 8) จึงเหมาะกับระบบที่ต้องการเก็บข้อมูลภาพขนาดใหญ่ ข้อมูลวีดีโอที่มีความละเอียดสูงมาก หรือระบบการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงได้

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงที่สุดในโลก(แบบไม่เห็นฝุ่น)

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่จะวิ่งจากตอนกลางประเทศ เมืองอู่ฮั่นไปยังกว่างโจวทางใต้ รวมระยะทาง 1,068 km ด้วยความเร็วเฉลี่ย 350 km/h จากเดิมซึ่งใช้เวลาเดินทางตามปกติ 6 ชั่วโมง จะย่นเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที!

ความเร็วดังกล่าวถือเป็นความเร็วอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างจากคู่แข่งหลาย ช่วงตัว Siemens, Bombardier และ Alstom คือบริษัทที่ร่วมกันออกแบบและสร้างรถไฟระบบนี้ขึ้นมา จากการทดลองวิ่งเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 395 km/h แม้ความเร็วเฉลี่ยตลอดการเดินทางจะเป็น 350 km/h ซึ่งก็ยังเร็วกว่าคู่แข่งอื่นๆมากอาทิ รถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่น 243 km/h, เยอรมันนี 232 km/h, และฝรั่งเศสที่ 277 km/h แบบนี้ต้องเรียกว่าเร็วแบบทิ้งห่าง "ไม่เห็นฝุ่น" ของจริง! เพราะเป็นรถไฟฟ้าไม่มีควัน แม้แต่เครื่องบินเจ็ทก็ยังมีควันจาการสันดาปเลย

รถไฟสายใหม่ของจีนนี้จะเชื่อม 20 เมืองตลอดเส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงภาคกลางของประเทศเข้ากับภูมิภาคที่ยังคงพัฒนาล้าหลังอีกจำนวนมาก

ประเทศจีนยังมีแผนที่จะขยายบริการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงอีกอย่างน้อย 42 สายภายในปี 2012 รัฐบาลจีนหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงขาลงของเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ยังคงพัฒนาช้ากว่าส่วนอื่นๆ โดยใช้งบลงทุนกว่า 3 แสนล้าน USD ส่งผลให้ราคาตั๋วจะแพงกว่าตั๋วรถไฟปกติถึง 5 เท่า และนักเศรษฐศาสตร์ก็ได้แสดงความกังวลว่าโครงการนี้ไม่น่าจะคุ้มทุนได้ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระบบรถไฟขนาดมหึมาของจีนที่ตั้งเป้าขยายทาง รถไฟรวมจากเดิม 86,000 กิโลเมตรไปเป็น 120,000 กิโลเมตร

China Unveils the World’s Fastest High Speed Train

China is speeding towards the future of public transportation with the launch of the fastest high-speed train on the planet! Averaging 217 mph (350 km/h), the new train is faster than a speeding bullet train, and will link Wuhan in central China to Guangzhou in the south, covering a total distance of 663 miles (1,068 km). The new rail service will cut the travel time between the cities from over 6 hours down to 2 hours and 45 minutes. Note to the US: we need one of these!

China’s new rail service travels through 20 cities along its route, connecting central China and less developed regions to the larger and more industrial Pearl River Delhi. Siemens, Bombardier and Alstom worked together to design and build this feat of modern transportation, which topped out at a whopping 245mph (394km/h) during trial runs earlier in December. The average speed will be 217 mph (350 km/h), which is much faster than the other high-speed trains around the world. Japan's high-speed rail runs at an average of 243 km per hour, Germany’s at 232 km per hour, and France’s at 277 km per hour.

China has released a massive rail development porgram, which will expand the high-speed rail service to 42 more high-speed lines by 2012. The government hopes that the rail lines will help spur economic growth, especially in less developed areas. While increased development isn’t quite our taste, we certainly support low carbon transportation like rail service, especially if it goes that fast. Imagine if the US had a high speed train like China’s – a trip from New York City to Chicago would take a little over 3 1/2 hours without all the hassle of flying and airports.

Thursday, November 26, 2009

ไทยเป็นประเทศที่เป็นมิตรที่สุดสำหรับผู้อาศัยอยู่นอกปท.

26 พย. 2552 15:54 น.

ผลสำรวจชาวต่างชาติมากกว่า 3100 คน ที่อาศัยอยู่ใน 26 ประเทศ ที่มีชื่อว่า "ผลสำรวจชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ปี 2009 "( HSBC Expat Explorer Survey 2009 )ที่นำออกเผยแพร่ในวันนี้ระบุว่า ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศ จะพบรักและมิตรภาพในเอเชียได้ง่ายกว่าในที่ส่วนอื่นๆของโลก เพราะประเทศในเอเชียติดอันดับ 5 อันดับแรกของประเทศที่ชาวต่างชาติจะอาศัยอยู่ได้อย่างฉันท์มิตร
ผลสำรวจโดยธนาคารยักษ์ใหญ่ HSBC. ระบุว่า ไทยมาเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาคือเวียดนาม ฮ่องกง มาเลเซียและบรูไน ขณะที่ประเทศที่ไม่เป็นมิตรที่สุดสำหรับชาวต่างชาติที่จะไปอาศัยอยู่คือเบล เยี่ยม รองลงมาคือ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และญี่ปุ่น
รายงานยังระบุด้วยว่าเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์แบบจริงจัง หนึ่งในห้าของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศพบรักกับชาวต่างชาติ ซึ่งชาวต่างชาติในไทยมีโอกาสมากกว่าทุกประเทศทั่วโลกที่จะพบรัก เกือบครึ่งของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศพบหุ้นส่วนชีวิตที่ไทย อันดับสองและสามคือ เยอรมนีกับบราซิล ขณะที่ประเทศที่ชาวต่างชาติพบรักน้อยที่สุดคืออินเดียกับกาตาร์

Thursday, July 30, 2009

โอบามาจับมือจีน ปั้นโลกศตวรรษ21

โอบามาลั่น ร่วมมือจีนกำหนดโลกศตวรรษที่ 21 แต่อย่าหวังการหารือ 2 ฝ่ายจะบรรลุในทุกประเด็น
บารัก โอบามา
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ขึ้นแถลงเปิดการเจรจาทวิภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและจีน ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวานนี้ ประกาศลั่นว่า จีนและสหรัฐจะเป็น 2 ประเทศผู้กำหนด รูปแบบของโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยความร่วมมืออย่างยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการเผชิญหน้ากัน

โอบามา ย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐและจีนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการแก้ปัญหาสำคัญๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ หรือปัญหาการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

ผู้นำผิวสีของสหรัฐ กล่าวว่า ไม่มีทางที่ในการเจรจานาน 2 วันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ 2 ประเทศในครั้งนี้ จะได้ข้อตกลงเห็นพ้องกันในทุกประเด็น แต่ก็เชื่อว่าอย่างน้อยก็จะทำให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้นในประเด็นปัญหา สำคัญๆ ของโลก

“ผมเชื่อว่าเราจะได้ความคืบหน้าในบางประเด็นที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้” โอบามา กล่าว

ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จีนซึ่งนำทีมโดย หวังฉีชาน รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจคนสำคัญของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง พร้อมกับ ไต้ปิ่งกั๋ว คณะมนตรีแห่งรัฐบาลจีน ซึ่งจะเป็นผู้ที่เจรจาในประเด็นการเมืองกับ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ ส่วนหวังจะเจรจากับ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า การหารือนั้นครอบคลุมหลายประเด็น โดยเฉพาะต่อปัญหาที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนในแต่ละปีเป็นมูลค่ามหาศาล ไปตลอดจนถึงความร่วมมือในการหาทางออกในปัญหาวิกฤตนิวเคลียร์บนคาบสมุทร เกาหลี

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาอะไรกันบ้าง ซึ่งต้องรอจนกว่าการหารือจะจบสิ้น โดยที่ประชุมจะได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้

ก่อนหน้าที่การหารือจะมีขึ้น ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนและสหรัฐต่างก็ออกปากไว้ล่วงหน้าแล้วว่า อาจจะไม่มีการบรรลุข้อตกลงในประเด็นปัญหาหลักๆ ของ 2 ชาติแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาดดุลของสหรัฐที่มีต่อจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า การกดค่าเงินหยวนของจีน และการขาดดุลการค้าอย่างหนักของสหรัฐต่อจีนนั้น ได้สร้างความเสียหายให้กับภาคการผลิตของสหรัฐมหาศาล และทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก

ด้านหวังผู้นำคณะของจีนได้กล่าวเพียงแต่ว่า จีนจะพยายามเปิดระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อช่วยให้สหรัฐกลับสู่การฟื้นตัวได้

Monday, June 1, 2009

Qi Lu ชายผู้อยู่เบื้องหลัง Bing / Is Qi Lu Microsoft's Search Engine Savior?

http://images.businessweek.com/mz/09/23/600/0923_40microsoft.jpg

Qi Lu believes he has a "duty" to make search "more competitive and healthy" Brian Smale


Qi Lu has had more than his fill of losing to Google. For a decade, the technologist led development of Yahoo!'s Internet search technology and watched Google eclipse his company to become the Internet's brightest star. He left Yahoo in August with vague plans to start a company or return to his native China. Then Microsoft CEO Steve Ballmer came calling. He wanted Lu to consider taking over Microsoft's online operations and lead the charge against Google one more time. Ballmer promised the company was willing to invest vast resources to compete, even if it took years to pay off. "The more I thought about it, the more it seemed like a duty," says Lu, during an interview at the software giant's Redmond (Wash.) headquarters on a balmy May day. "There's a chance—a genuine chance—that we can make the search landscape a whole lot more competitive and healthy."

He may be one of the few people who believe that. But Microsoft is giving Lu more backup than he's ever had before. On May 28, the company was set to unveil an ambitious new search offering called Bing. Instead of just finding promising Web links, the site is designed to help consumers more easily make complex decisions—like what car to buy or where to go on vacation. The goal is to create a loyal base of fans who routinely use Bing for certain types of queries, rather than default to Google. To support the launch, Microsoft is gearing up its biggest search marketing blitz ever, one that could run as much as $100 million. "We're going [to show] consumers that the two guys that really care about helping you navigate the Internet are us and Google," says Ballmer "This will be the first time we will step out and say, 'We're not just sort of a general online player. We're really a player in search.' "

The stakes are high. Microsoft was slow to recognize the importance of search, only starting to build its own technology in 2003. Since then, the effort has contributed to barrels of red ink in the company's Internet business, including more than $3.5 billion in losses in the past three years. Yet Microsoft has only lost ground with its Live Search, dropping to just 8% of U.S. searches, while Google has grown to 64%. Microsoft has missed out on billions in potential revenues that might have goosed its stock, which is stuck at the same level it hit in 1998. Worse, Google is using its dominance in search to attack Microsoft's most lucrative businesses—including its Windows operating system and Office suite of business software.

Most search experts believe Lu (whose name is pronounced CHEE-loo) will struggle to do much better against Google this time. The search kingpin is refining its own technology all the time, and the data it gathers from handling almost two-thirds of people's queries give it deep insight into how they react to various search alternatives. "Microsoft is making some nice changes, but [there are] no game changers," says Danny Sullivan, editor in chief of the blog Search Engine Land who has been briefed on Microsoft's new site. "I still don't think Microsoft fully realizes how far behind Google they are."

Lu and other Microsoft executives argue they have an opening few experts see. The company's extensive research has turned up a surprising vulnerability at Google: While Web surfers may say they're happy with search technology, the data show they don't find what they're after almost half the time. Microsoft has designed the new search offering to remove the roadblocks. One example: Microsoft researchers found that 25% of clicks on search pages involve going back to the previous page, suggesting a frustrated search. So Microsoft developed a feature to avoid the wasted effort: When users hover over a Web link without clicking, Microsoft's computers generate a pop-up summary of the link.

Lu and his team have also designed a pane on the left third of the search page that generates a "table of contents" for each search. Entering "U2" brings up categories such as "songs," "tickets," and "biography," while a search for "Honda Accord" offers to lead you to "used," "reviews," and "specs." "For anything beyond finding a Web site—say, finding a person, buying a product, finding a relationship—today's search experience is not compelling," says Lu.

The marketing blitz will hit a similar note. In one TV spot, Microsoft will poke fun at Google by comparing its search to a bad relationship where your significant other takes too long to respond to questions and then gives the wrong answers three out of four times. Microsoft has also spent hundreds of millions on distribution deals that will make Bing the default search engine on Hewlett-Packard (HPQ) and Dell (DELL) PCs and Verizon phones.

LOVING THE 19-HOUR DAY

Google is certainly paying attention. The company has been adding a number of new features to its own search engine in recent months. And at a press event on May 12, Google unveiled an option to open a new left-pane feature that resembles Microsoft's technology. Marissa Mayer, vice-president for search products and user experience, declined to comment on Microsoft specifically, but says, "Search is really in its infancy. We're just really getting started."

Lu, 47, has been as involved as anyone in the technology's history. After a brief stint at IBM, he helped meld three Yahoo acquisitions to launch its first search offering in the late 1990s and later oversaw development of the technology that lets Yahoo make money by placing ads alongside search results. Along the way, he earned a reputation for having both technical chops and relentless work habits. He wakes at 3:00 a.m. most days, takes a five-mile run, and often works until 10:00 p.m. "It doesn't feel long because I love every day," says Lu, who is married with two children.

These qualities made him something of an institution at Yahoo, where he constantly pressed for management to pour more dollars into building the technology infrastructure necessary to keep pace in search. In the end, sources say he lost faith in the company's ability to do so, and left. Former Yahoo engineer Amit Kumar says Lu was "universally well liked" and at his going-away party T-shirts were handed out that read: "I worked with Qi. Did you?"

A FATEFUL ENCOUNTER

Lu has faced tough challenges since he was a boy. Facing persecution during China's Cultural Revolution, his parents sent him from their Shanghai home to live with his grandfather in a tiny town in Jiangsu province, five hours away. Lu lived without electricity or plumbing, and was so poor that meat was a once-a-year luxury. His first two choices to escape poverty were closed off: His slight build left him short of government weight mandates for coveted ship-building jobs, and his eyesight was too poor to pass requirements for becoming a physicist.

That left computer science, which he hoped might help him land a job in a radio factory. Instead, after earning his master's degree, he was assigned to a $10 a month teaching job at Fudan University in Shanghai. One weekend a rainstorm prevented his weekly bike ride home to see his parents, so he was in his dorm room when a student knocked and pleaded with him to attend a talk by Carnegie Mellon professor Edmund M. Clark since only a few students had showed up. Impressed with Lu's questions, Clark asked to see his research papers and then offered him a scholarship to earn his PhD—even waiving the $45 application fee that Lu says he could never have come up with.

Even fans question whether he has the business acumen to be Microsoft's savior. One former Yahoo executive thinks Lu's main allure to Microsoft is that he'd be the perfect person to integrate Yahoo's search operation if Ballmer ever manages to gain control of the business, which Microsoft bid for last year. Ballmer disputes this. "Qi is here because he's absolutely the best guy on the planet to run a search business."

When Lu arrived in December as president of Microsoft's Online Services Division, he inherited a division that began planning its search offensive in mid-2007. That's when Ballmer asked Susan Athey, a young Harvard economist who studies auctions, to help rethink the search effort. In an initial session in Redmond, Athey quelled fears that there may not be room for a second player in the business, but only if Microsoft got much larger and learned to innovate much faster. Just buying Yahoo, as Ballmer was trying to do, wouldn't be enough. Later hired as Microsoft's chief economist, Athey led the research effort that uncovered consumers' frequent troubles with search. "There's no reason Microsoft couldn't catch Google," she says.

Since acccepting, Lu's priorities are to set long-term strategy while tightening up operations. One of his mantras: "Have your head above the clouds but your feet on the ground." He arrives at meetings with stacks of documents, many with notes jotted down in the margins, and requires that a summary be written up afterwards. He is also pushing through changes so that the search group can forecast revenues on a daily rather than monthly basis, to react more quickly to what's working.

Still, he thinks Microsoft's real strength is its willingness to lay out a multi-year plan to gain on Google. Lu's group is working more closely with Microsoft Research so new technologies can be integrated into search. Soon, people with mobile phones will be able to speak search terms, rather than type them. Eventually, Lu says those looking for answers will be able to push beyond the limits of typing a few words in a rectangular box. "This is just the first step in a long journey," he says.


Qi Lu ฟังชื่อดูก็รู้ว่าเป็นจีน ปัจจุบันอายุ 47 ขวบ อดีตเคยเป็นหัวหน้าฝ่าย search technology ให้กับ yahoo เขาเป็นลูกหม้อของยาฮูมาตั้งแต่ยุค 1998 ช่วงหลังเขาเริ่มท้อแท้กับอนาคตของบริษัทเลยวางแผนจะพับเสื่อกลับเมืองจีน ระหว่างที่กำลังลังเลอยู่นั้น เขาก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งจากผู้ชายที่ชื่อว่าสตีฟ บัลเมอร์ และเรื่องทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น

ย้อนประวัติชีวิตของ Qi Lu กันสักหน่อย เขาเกิดในเมืองจีน ที่เซี่ยงไฮ้ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมพอดี พ่อแม่เลยส่งไปอยู่ชนบทกับญาติในมณฑลเจียงสูเพื่อความปลอดภัย เขาโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา อาชีพในฝันของเขามีสองอย่าง อย่างแรกคือต่อเรือแต่ดันตัวเล็กเกิน อย่างที่สองคือนักฟิสิกส์แต่ก็ดันมีปัญหาเรื่องสายตา

Qi Lu จึงหันมาเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อหวังจะได้งานในโรงงานผลิตวิทยุ แต่เมื่อเรียนจบปริญญาโท เขากลับได้งานเป็นอาจารย์ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งได้เงินเดือนแค่ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ชีวิตดูจะราบเรียบเป็นอย่างนี้ไปจนตาย แต่คืนหนึ่งในวันที่ฝนตก เขากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ไม่ได้จึงต้องอยู่ในหอพักอาจารย์ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา

นักเรียนคนหนึ่งเดินมาขอให้เขาเข้าฟังการบรรยายของศาสตราจารย์จาก Carnegie Mellon เพราะคนเข้าน้อยกลัวโหรงเหรง Qi Lu ไม่มีทางเลือก วันนั้นเป็นการบรรยายของ Edmund M. Clark (Wikipedia) ปรากฎว่า Qi Lu ถามคำถามที่โดดเด่นโดนใจศาสตราจารย์มากถึงขนาดเสนอทุนเรียนต่อเอกให้ Qi Lu รวมถึงจ่ายค่าสมัคร 45 ดอลลาร์ที่ Qi Lu ไม่มีจ่ายให้ด้วย


ภาพ Qi Lu จากเว็บไซต์ไมโครซอฟท์

ชีวิตของ Qi Lu หลังจากนั้นก็พลิกผัน เขาเริ่มงานที่ IBM ก่อนย้ายมายาฮู และเป็นเจ้าแห่ง search engine ภายในยาฮูในที่สุด เขามีชื่อเสียงทั้งในแง่ความสามารถทางเทคโนโลยีและการทำงานหนักวันละ 19 ชม. (ตื่นตีสามมาวิ่ง และทำงานจนถึง 4 ทุ่ม) ลูกน้องและพนักงานในยาฮูเคารพในตัว Qi Lu มากถึงขนาดมีเสื้อยืดที่เขียนว่า “I worked with Qi. Did you?”

Qi Lu พบปัญหาในการของบประมาณจากฝ่ายบริหารของยาฮูเพื่อมาผลักดันด้าน search ให้แข่งกับกูเกิลได้ แหล่งข่าวรายงานว่าเขาหมดศรัทธากับบริษัท และหลังจากบัลเมอร์มาทาบทาม เขาลาออกจากยาฮูเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และเข้าทำงานกับไมโครซอฟท์ในเดือนธันวาคม ตำแหน่งปัจจุบันคือ ประธานฝ่าย Online Services Division

ในระหว่างที่ Qi Lu ปรับปรุงฝ่าย search technology บัลเมอร์ก็ได้ให้ Susan Athey นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าไมโครซอฟท์ยังมีโอกาสในตลาดนี้หรือเปล่า? ตอนแรก Athey เกรงว่าจะไม่มีที่ยืนสำหรับเบอร์สองในตลาด แต่หลังจากวิจัยพฤติกรรมผู้ใช้ search engine ว่ายังไม่พอใจกับการทำงานของ search engine ในปัจจุบัน เธอก็มั่นใจว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรที่ไมโครซอฟท์จะสู้กูเกิลไม่ได้”

Qi Lu กำลังวางแผนระยะยาวสำหรับยุทธศาสตร์ด้าน search engine ให้กับไมโครซอฟท์ เขามองว่าจุดแข็งของไมโครซอฟท์คือความมุ่งมั่นที่จะสู้ในเกมระยะยาวกับกู เกิล ในอนาคตไมโครซอฟท์จะมุ่งไปยังวิธีการค้นหาแบบอื่นๆ เช่น ค้นหาด้วยเสียง หรือ ผ่านมือถือ Qi Lu ทิ้งท้ายว่า “Bing ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

ที่มา - BusinessWeek,blognone

ดูเพิ่ม - คำแถลงข่าวรับตำแหน่งของ Qi Lu ที่ไมโครซอฟท์

Thursday, November 20, 2008

ข่าวกรองสหรัฐระบุ ปี 2025 จะหมดยุคน้ำมันกับดอลลาร์



รายงานข่าวกรองฉบับใหม่ของสหรัฐฯซึ่งมีชื่อว่า "โกลบอล เทรนส์ 2025" ( Global Trends 2025) ซึ่งจัดพิมพ์ทุกๆ 4 ปีโดยสภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ เพื่อให้ผู้นำประเทศมองเห็นปัญหาและโอกาสต่างๆในช่วงประมาณ 2 ทศวรรษข้างหน้า ระบุว่า ในช่วงดังกล่าว โลกอาจยุติการพึ่งพิงต่อน้ำมันโดยสมบูรณ์แล้ว และแม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะยังมีความสำคัญอยู่ แต่ก็จะลดความสำคัญลงจากอันดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายและรัฐอันธพาลต่างๆ จะเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ได้มากขึ้น ทำให้โลกตึงเครียดและไม่มั่นคงเพราะเต็มไปด้วยสงคราม เนื่องจากมีแนวโน้มจะมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นบนโลกจากการแย่งชิงแหล่งทรัพยากรหายาก รวมทั้งอาหารและน้ำ

รายงานระบุว่า มีน้อยชาติที่จะสร้างอิทธิพลต่อโลกได้มากกว่าจีน ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในผู้นำทางทหาร กับจะเป็นผู้นำเข้าทรัพยากรธรรมชาติรายใหญ่สุดของโลก และอาจเป็นผู้สร้างมลภาวะมากยิ่งขึ้นด้วย รายงานคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะช้าลงหรือถึงกับลดลง รวมทั้งอาจมีการปฏิรูปเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางสังคมที่ทวีเพิ่มขึ้น และว่าสถานภาพของจีนบนเวทีโลกส่วนใหญ่อยู่บนรากฐานที่โลกปฏิบัติต่อจีนในฐานะ"ประเทศแห่งอนาคต" (the country 0f the future)
ทางด้านอินเดียนั้น ผู้นำอินเดียจะพยายามให้ประเทศตนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสหรัฐ กับจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา ซึ่งรายงานคาดว่าอินเดียจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง , ประชากรวัยหนุ่มสาว ลดการพึ่งพาการเกษตร รวมทั้งเงินออมระดับสูงในท้องถิ่น และอัตราการลงทุน เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุด้วยว่า ภายในปี 2025 ปัญหาโลกร้อนจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ทำให้ฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น และช่วยให้รัสเซียเข้าถึงบ่อน้ำมันทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ศักยภาพที่รัสเซียจะก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจของโลกอาจถูกบั่นทอนจากการขาดการลงทุนในภาคพลังงาน ปัญหาอาชญากรรม และการคอรัปชั่นของระบบราชการ
นักวิเคราะห์พากันเตือนว่า การก่ออาชญากรรมแบบมีการจัดองค์กรอย่างดี ชนิดเดียวกับที่กำลังสร้างปัญหาให้กับรัสเซียอยู่ อาจมีอำนาจเหนือรัฐบาลของชาติยุโรปตะวันออกหรือยุโรปกลางประเทศหนึ่ง ในขณะที่ชาติในทวีปแอฟริกากับเอเชียใต้ อาจพบว่าบ้านเมืองไร้ผู้ปกครองเพราะรัฐบาลไร้อำนาจในการบริหารภายใต้แรงกดดันด้านความมั่นคงและทรัพยากร

รายงานยังคาดการณ์เรื่องความสำคัญด้านภูมิการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามแต่ไม่ใช่ชาวอาหรับ ในพื้นที่นอกตะวันออกกลาง รวมทั้งตุรกี กับอินโดนีเซีย และว่าอิหร่านอาจเป็นชาติสำคัญชาติหนึ่งในระเบียบใหม่ของโลกได้ หากยกเลิกการปกครองโดยครูสอนศาสนา